ลันเบาๆ “แม่รู้ว่าเจ้ามีจิตใจดีงาม แต่บางครั้งเจ้าก็มุทะลุเกินไป”
“แต่… แต่ข้ามิได้ทำผิด…” อวี๋หลันเริ่มรู้สึกใจเสีย
“ใช่ หากมองเพียงผิวเผินเจ้ามิได้ทำผิด” ฟางจื่อหลานนั่งคุกเข่าลงต่อหน้าอวี๋หลันและเอ่ยปลอบโยนอย่างอดทน “แต่เจ้าเคยคิดหรือไม่ ยามนี้จวนกั๋วกงแสดงออกชัดเจนว่าหนุนหลังเยว่หาน หากฉีอ๋องไม่ยอมมาเจรจาด้วยตนเองพวกเราจะไม่มีวันปล่อยเสบียงออกไป
ประกอบกับการยุยงของชายารองจี้ ผู้คนภายนอกจึงเคียดแค้นจวนกั๋วกงเข้ากระดูกดำ แต่เหตุใดฝ่าบาทจึงไม่เคยส่งราชโองการมาเอาผิดพวกเราเลยสักครั้ง?”
อวี๋หลันนิ่งอึ้ง นางเป็นเพียงสตรีในห้องหอ มีหรือจะคิดไปได้ไกลถึงเพียงนั้น
เมื่อเห็นอวี๋หลันนิ่งไป ฟางจื่อหลานก็ถอนหายใจอีกครา “เจ้าไม่รู้ก็ไม่แปลก ข้าจะบอกเจ้าเดี๋ยวนี้ แม้เยว่หานจะกักตุนเสบียงไว้มากมาย แต่ก็เป็นอย่างที่นางกล่าว เสบียงเหล่านั้นเตรียมไว้เพื่อเป็นทุนสงครามของแม่ทัพม้าเหล็กในครานั้น คำว่าทุนสงครามหมายถึงสิ่งใดเจ้าคงเข้าใจกระมัง”
ทุนสงคราม คือเสบียงของกองทัพ หากมิใช่ทหารประจำการ ผู้อื่นย่อมไม่มีสิทธิ์แตะต้อง
อวี๋หลันเริ่มได้สติในตอนนั้นเอง “เช่นนั้น… เสบียงจำนวนมหาศาลที่น้องเยว่หานกักตุนไว้ ยามนี้ความจริงแล้วถูกควบคุมโดยราชสำนัก หากไม่มีราชโองการจากฝ่าบาท ใครก็เคลื่อนย้ายมิได้ใช่หรือไม่?”
“ใช่” ฟางจื่อหลานพยักหน้าพลางทัดปอยผมที่หลุดรุ่ยไปไว้ที่หลังใบหูให้อวี๋หลัน “วันนี้เจ้าไปแจกโจ๊กมาแล