ึงเป็นเพียงหน้ากากที่นางฝืนสวมไว้ แม้ยามต้องเผชิญหน้ากับหลี่เยว่หานที่นางไม่แน่ใจว่าได้หย่าขาดจากเมิ่งฉีฮ่วนจริงหรือไม่ก็ตาม
“ขออภัยขอรับพระชายารองจี้ ท่านไม่มีสิทธิ์เข้าพบคุณหนูของพวกเรา” คำตอบของคนเฝ้าประตูถือว่าสุภาพมากแล้ว ทั้งที่ความจริงเขามิได้มีความรู้สึกดี ๆ ต่อจี้ซินเยว่เลยแม้แต่น้อย
จี้ซินเยว่เดาไว้อยู่แล้วว่าหลี่เยว่หานจะไม่ยอมพบตน ทั้งสองคนเคยปะทะกันมานับครั้งไม่ถ้วน เธอรู้ซึ้งถึงนิสัยของหลี่เยว่หานดี จี้ซินเยว่ไม่ใช่คนโง่ เธอเดาออกนานแล้วว่าการหย่าร้างระหว่างหลี่เยว่หานกับเมิ่งฉีฮ่วนน่าจะเป็นเรื่องหลอกลวง ทว่าความยึดติดในใจกลับทำให้เธอไม่ยอมปล่อยวาง
“เหอะ” จี้ซินเยว่เยื้องย่างลงจากรถม้าโดยมีสาวใช้คอยพยุง เธอมองคนเฝ้าประตูด้วยรอยยิ้มเย็นชา “หากหลี่เยว่หานไม่ยอมออกมา ข้าก็จะประกาศความดีความชอบที่เธอทำไว้ให้คนทั้งเมืองได้รับรู้เสียตรงนี้!”
คนเฝ้าประตูยังคงรักษาท่าทางยิ้มแย้มไว้ ประหนึ่งว่าไม่ได้ถูกจี้ซินเยว่ข่มขู่เลยแม้แต่น้อย
“ทุกคนฟังให้ดี!” จี้ซินเยว่ไม่รอช้า เธอแผดเสียงขึ้นทันที “ข้ารู้ว่าตอนนี้พวกท่านส่วนใหญ่ไม่มีข้าวสารติดก้นหม้อ และกำลังรอให้ราชสำนักมาช่วยชีวิต! แต่ทุกคนเคยคิดบ้างหรือไม่ว่า ปีก่อน ๆ เมืองหลวงมีเสบียงอุดมสมบูรณ์ ไม่เคยตกอยู่ในสภาพเช่นวันนี้เลย แล้วทำไมจู่ ๆ วันนี้เมืองหลวงกลับหาซื้อข้าวไม่ได้แม้แต่เม็ดเดียว!”
แม้ชาวบ้านจำนวนมากจะท้องกิ่ว แต่ความอยาก