ี่ยวกรำมาสองปี เจ้าควรจะเฉลียวฉลาดขึ้นกว่านี้” เมิ่งฉีฮ่วนเผยสีหน้าผิดหวัง “ไม่นึกเลยว่าเวลาผ่านไปสองปี เจ้าก็ยังคงวู่วามและถือดีเหมือนเดิม”
“…” จงเจิ้งเสียนรู้ตัวว่าตนเองคุมสติไม่อยู่ ถูกเมิ่งฉีฮ่วนยั่วความโกรธได้โดยง่าย คราวนี้เขาจึงไม่รีบร้อนโต้ตอบ แต่กลับหยิบถ้วยชาของเมิ่งฉีฮ่วนขึ้นมาจิบเบา ๆ แล้วยิ้มเอ่ยว่า “ชาหลงจิ่งอวิ๋นอู้ ชาดีจริง ๆ!”
“มันคือชาหลงจิ่งซีหูต่างหาก” เมิ่งฉีฮ่วนยิ้มพลางหักหน้าอีกฝ่าย “จวนฉีอ๋องเล็ก ๆ ของข้า จะมีปัญญาหาชาดีอย่างหลงจิ่งอวิ๋นอู้มาดื่มได้อย่างไร”
จงเจิ้งเสียนถูกฉีกหน้าต่อหน้าต่อตาจนเริ่มจะทนไม่ไหว “ยามนี้ท่านดูแหลมคมกว่าแต่ก่อนมากนัก”
“ก็เพราะฐานะมันต่างไปจากเดิมแล้วอย่างไรเล่า” เมิ่งฉีฮ่วนยิ้มไม่ถึงดวงตา “เมื่อก่อนข้าเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของเจ้า แต่ยามนี้ข้าเป็นอาของเจ้า”
พูดจบ เมิ่งฉีฮ่วนก็ดูจะอารมณ์ดีขึ้นมาก เขาวางถ้วยชาลงบนถาดแล้วเริ่มหมุนแหวนหยกบนหัวแม่มือเล่น
จงเจิ้งเสียนที่ถูกเมิ่งฉีฮ่วนขัดคอซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในที่สุดก็หมดความอดทน “จงเจิ้งเหวินจั๋ว สรุปแล้วยามนี้ท่านต้องการอะไรกันแน่? หรือท่านคิดจะรับช่วงต่อบัลลังก์จากมือเสด็จพ่อจริง ๆ?”
“หากใช่แล้วจะทำไม?” เมิ่งฉีฮ่วนยอมรับอย่างไม่ปิดบัง “อำนาจที่เป็นหนึ่งในใต้หล้า เจ้าคิดว่าจะมีสักกี่คนที่ปฏิเสธมันได้ลง?”
“ที่แท้ท่านก็หลอกใช้เจ้าสาม?” จงเจิ้งเสียนแสดงสีหน้าอำมหิต
“เจ้าจะเข้าใจเช่นนั้นก็ได้ แ