นกลับมาเช่นนั้น
“เป็นคนหนุ่มอย่าได้มองโลกตื้นเขินนัก” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยทิ้งท้ายอย่างมีความหมายลึกซึ้ง ก่อนจะเบือนหน้าไปจิบน้ำชา ไม่สนใจจงเจิ้งอวี่อีก
เรื่องนี้ทำให้จงเจิ้งอวี่ได้แต่คลำจมูกอย่างเก้อเขิน “เช่นนั้นท่านอาจะอธิบายเรื่องยอดบุปผางามให้ฮั่นหรงฟูเหรินฟังเสียหน่อยไหมขอรับ? ข้าเกรงว่าหากท่านไม่อธิบาย ท่านอาสะใภ้อาจจะเข้าใจท่านผิดไปจริง ๆ”
“ไม่พูด” เมิ่งฉีฮ่วนส่ายหน้าเบา ๆ “ข้าไม่ได้คิดจะขัดขวางไม่ให้นางเข้าใจผิดอยู่แล้ว ข้าเชื่อมั่นในความรักระหว่างเรา เยว่หานฉลาดกว่าเจ้านัก สิ่งที่เจ้าคาดการณ์ได้ นางย่อมมองออกเช่นกัน”
“เอาเถิดขอรับ” จงเจิ้งอวี่รู้ว่าตนคงเตือนได้เพียงเท่านี้ “ในเมื่อวันนี้ไม่มีธุระอะไรแล้ว ข้าขอตัวกลับก่อน”
“เดี๋ยวก่อน” ยามที่เห็นจงเจิ้งอวี่กำลังจะเดินจากไป เมิ่งฉีฮ่วนก็เอ่ยรั้งไว้ ก่อนจะหยิบของบางอย่างออกมาจากแขนเสื้อแล้วโยนใส่ตักของจงเจิ้งอวี่ “หากไม่มีธุระก็อย่าไปตอแยจี้ซินเยว่นัก สตรีนางนี้ค่อนข้างประหลาด”
จงเจิ้งอวี่ชะงักไป เขาเลื่อนสายตาลงมองของบนตักแล้วก็ต้องตกใจสุดขีด ของที่เมิ่งฉีฮ่วนโยนมาให้นั้น ที่แท้กลับเป็น ตราประทับส่วนตัว ที่เขามักจะพกติดกายไว้นั่นเอง!