ะโพล่งออกมาว่า “อู่กั๋วกงฟูเหริน ข้าขอสมมติว่าหากท่านปู่ของบ้านท่านเพิ่งจะสิ้นลม ทุกคนในจวนกำลังโศกเศร้าอย่างหนัก แล้วข้าไปร่วมงานไว้อาลัยพลางพูดกับท่านว่า ยังไงคนเราก็ต้องตาย ตายช้าตายเร็วก็เหมือนกันนั่นแหละ อย่าเสียใจไปเลย… ท่านจะโกรธไหมล่ะ?”
อู่กั๋วกงฟูเหรินคาดไม่ถึงว่ามู่หวังเฟยจะยกเรื่องอดีตท่านโหวผู้วายชนม์มาเปรียบเปรย นางโกรธจนหน้าซีดเผือด “โปรดระวังคำพูดด้วยหวังเฟย ผู้ตายถือเป็นใหญ่ พ่อสามีของข้าล่วงลับไปหลายปีแล้ว มิควรนำมาล้อเล่นเช่นนี้”
“อ้อ ท่านก็รู้หลักการนี้ดีนี่นา แล้วเหตุใดพอนำไปใช้กับคนอื่น ท่านกลับบอกว่าเขาหาเรื่องล่ะ?” มู่หวังเฟยแค่นยิ้ม “จวนอู่กั๋วกงช่างเก่งเรื่องเลือกปฏิบัติเสียจริง”
ฟางจื่อหลานที่อยู่ข้าง ๆ แม้จะรู้สึกว่าการเปรียบเปรยของมู่หวังเฟยดูรุนแรงไปนิด แต่ด้วยความที่จวนซิงกั๋วกงและจวนอู่กั๋วกงก็ถือเป็นญาติห่าง ๆ กัน ไม่อยากให้เรื่องราวอื้อฉาวไปมากกว่านี้ จึงรีบออกมาไกล่เกลี่ย “วันนี้อากาศกำลังดี จวนของข้าได้เชิญคณะอวิ๋นไหลมาแสดงงิ้วด้วย การแสดงเริ่มแล้ว เชิญทุกท่านไปฟังงิ้วกันเถิด”
เมื่อฟางจื่อหลานตัดบทเช่นนี้ คนของจวนอู่กั๋วกงจึงไม่กล้าเอ่ยสิ่งใดอีก หยวนหลิงเอ๋อร์ถูกฮูหยินหยวนกดตัวลงให้นั่งบนที่นั่งพลางกระซิบบ่นบางอย่าง ทว่าอยู่ไกลเกินกว่าจะจับใจความได้
หลี่เยว่หานไม่ได้สนใจเรื่องเหล่านั้น นางไม่ได้ต้องการให้มู่หวังเฟยมาช่วยออกหน้า จึงไม่ได้เอ่ยขอบคุณ