มู่หวังเฟยแต่อย่างใด แต่นางกลับก้มลงมองอานิ่งตัวน้อยในอ้อมแขนพลางบีบแก้มสีชมพูระเรื่อนั้นเบา ๆ วางท่าทีราวกับไม่ยินดียินร้ายกับเรื่องทางโลก
แม้ในงานเลี้ยงครบเดือนจะมีเหตุปะทะกันหลายครา ทว่าในที่สุดงานก็สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ยามที่ฟางจื่อหลานส่งแขก มู่หวังเฟยเป็นคนสุดท้ายที่ยอมกลับ นางยังคงรั้งรออยู่ที่ที่นั่งไม่ยอมลุกไปไหน เห็นได้ชัดว่ามีเรื่องอยากจะคุยกับหลี่เยว่หาน
จนกระทั่งผู้คนเกือบจะกลับหมดแล้ว มู่หวังเฟยจึงถอนหายใจยาวพลางถือไหสุราเล็ก ๆ เดินมาหยุดตรงหน้าหลี่เยว่หาน “ข้ารู้ว่าในใจเจ้ามีความอัดอั้น แต่เจ้าต้องเชื่อในตัวบุรุษของเจ้านะ เขาไม่ใช่คนไร้น้ำใจเช่นนั้นหรอก”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่เยว่หานก็เงยหน้าขึ้นยิ้มให้มู่หวังเฟย นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะค่อย ๆ เอ่ยว่า “ยามนั้นมู่หวังเย่ทรงเป็นผู้สนับสนุนของฝ่าบาท แล้วเหตุใดหลังจากฝ่าบาทขึ้นครองราชย์ จึงยังทรงส่งคนมาลอบสังหารมู่หวังเย่ล่ะเจ้าคะ?”
สีหน้าของมู่หวังเฟยแข็งค้างไปในทันที ไหสุราหลุดมือร่วงลงพื้นเสียงดัง “เคร้ง” ริมฝีปากที่แต่งแต้มอย่างประณีตขยับสั่นเล็กน้อยคล้ายจะเอ่ยบางอย่าง ทว่าสุดท้ายกลับไม่มีคำพูดใดหลุดออกมา นางได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วสะบัดหน้าเดินจากไป
เมื่อมองตามหลังมู่หวังเฟยที่เดินจากไปด้วยท่าทางอ้างว้าง หลี่เยว่หานก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเห็นใจขึ้นมา
เรื่องที่มู่หวังเย่เป็นผู้สนับสนุนของฮ่องเต้หลิงอวิ๋นนั้นเป็น