อีกครั้ง”
หลี่เยว่หานที่นอนอยู่ในห้องได้ยินเช่นนั้นก็ถึงกับใจสั่นสะท้าน
บทสนทนาของอวี๋เจ๋อฟางและฟางจื่อหลานมีข้อมูลมากเกินไปจนนางรู้สึกสับสนงุนงงไปหมด
เมิ่งฉีฮ่วนเคยบอกนางว่า ‘เหวินจั๋ว’ คือนามรองที่จงเจิ้งเสียนตั้งให้เขา แต่ ‘จงเจิ้งเหวินจั๋ว’ นี่มันหมายความว่าอย่างไร? แล้ว ‘ฉีอ๋อง’ คือใคร? จงเจิ้งเหวินจั๋วกับจี้ซินเยว่… หรือว่าจะเป็นเมิ่งฉีฮ่วนกับจี้ซินเยว่?
เมื่อคิดได้เช่นนั้น หลี่เยว่หานก็รู้สึกหนาวเยือกไปถึงขั้วหัวใจ
ทันใดนั้น ประตูห้องก็ขยับเบา ๆ หลี่เยว่หานจึงรีบหลับตาแสร้งทำเป็นยังไม่ฟื้นทันที
เสียงฝีเท้าสองคู่เดินเข้ามาหยุดลงข้างกาย มือที่แสนอ่อนโยนคู่หนึ่งช่วยห่มผ้าให้ประสานกับเสียงถอนหายใจยาวของฟางจื่อหลาน
“ไม่รู้ว่าหากเยว่หานตื่นขึ้นมาแล้วรู้เรื่องพวกนี้ นางจะมีปฏิกิริยาอย่างไร นางรักเมิ่งฉีฮ่วนมากเพียงนั้น แต่พอตื่นขึ้นมา คนที่เคยนอนเคียงหมอนกลับกลายเป็นชินอ๋องผู้สูงศักดิ์ ส่วนตัวเองกลับถูกหย่าขาดโดยไม่รู้เรื่องราว… ข้าคิดแล้วก็ปวดใจเหลือนัก…”
“เฮ้อ” อวี๋เจ๋อฟางทอดถอนใจตาม “ยามนี้เรียกเมิ่งฉีฮ่วนไม่ได้แล้ว ต้องเรียก ‘จงเจิ้งเหวินจั๋ว’ โอรสองค์เล็กของอดีตฮ่องเต้ หรือฉีอ๋องในปัจจุบัน ต่อให้จวนกั๋วกงจะเป็นตระกูลเดิมของมารดา แต่เยว่หานก็เติบโตมาในชนบท บุรุษใจดำผู้นั้นคงมองว่าเยว่หานไม่คู่ควรกับเขาแล้วกระมัง”
“แต่เขาก็ส่งอาอี้กับอานิงมาด้วย นี่เขาจะไม่รับลูกด้วยหรืออย่างไร?