กให้เจ้าตายล่ะ? แต่เขาอยากยืมมือพวกข้าเพื่อทดสอบความซื่อสัตย์ของเจ้าแทน?” ซานจี๋จ้องหน้าเมิ่งฉีฮ่วนนิ่ง “เจ้าไม่รู้สึกบ้างหรือว่า หลังจากกลับมาจากแคว้นเลี่ยหลานในคราวนั้น ความสัมพันธ์ของเจ้ากับจงเจิ้งเสียนก็ยิ่งสนิทสนมกันมากขึ้นไปอีก?”
คำพูดนี้ทำให้เมิ่งฉีฮ่วนรู้สึกปั่นป่วนอยู่ในอก แต่ใบหน้ายังคงนิ่งเฉย “วิเคราะห์ได้ดี พูดต่อสิ”
“ต่อหรือ?” ซานจี๋ชะงักไป “เจ้ายังอยากรู้อะไรอีก?”
“ด้วยความฉลาดของจงเจิ้งเสียน เขาต้องระวังไม่ให้เจ้าเปิดเผยความลับเรื่องชาติกำเนิดกับข้าแน่” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยถาม “เจ้าใช้วิธีไหนถึงรอดพ้นหูตาเขาไปได้?”
“ฮ่า ๆ ๆ…” ซานจี๋ระเบิดหัวเราะออกมา “เมิ่งฉีฮ่วน เจ้ามันฉลาดจนน่าขนลุกจริง ๆ! ใช่แล้ว พวกข้าอาศัยจังหวะที่รอดพ้นหูตามาได้ แต่มันไม่ใช่หูตาของจงเจิ้งเสียนหรอก แต่เป็นจงเจิ้งเซวียนต่างหาก ไม่อย่างนั้นเจ้าคิดว่าแคว้นเลี่ยหลานจะยอมก้มหัวทำงานให้องค์ชายรองไปเพื่ออะไร ถ้าไม่ใช่เพราะพวกเรากุมความลับเดียวกันไว้”
“เมิ่งฉีฮ่วน เจ้าคงยังไม่เข้าใจจนถึงป่านนี้ว่าในสายตาของครอบครัวฮ่องเต้หลิงอวิ๋น เจ้าก็เป็นแค่หมากตัวหนึ่ง เป็นเครื่องมือที่หยิบมาใช้ยามต้องการก็เท่านั้นเอง!” นายพลซานจี๋หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
เมิ่งฉีฮ่วนมองดูเขาด้วยสีหน้านิ่งสงบ ไม่นานนักซานจี๋ก็เริ่มรู้สึกว่าบรรยากาศผิดปกติจึงหยุดหัวเราะแล้วถามว่า “อะไรกัน? หรือว่าเจ้ารู้เรื่องนี้อยู่แล้ว?”
“นายพลซานจี๋” เมิ่งฉ