่ยหลานในครั้งนี้ ลูกสามารถจับกุมเชลยศึกได้กว่าสองหมื่นหกพันคน อีกทั้งยังคุมตัวซานจี๋ ขุนพลใหญ่แห่งแคว้นเลี่ยหลานกลับมาได้ด้วย
เพื่อป้องกันมิให้เขาหลบหนี ลูกจึงได้เร่งเดินทางทั้งวันทั้งคืนเพื่อคุมตัวซานจี๋กลับมายังเมืองหลวงก่อนกำหนด เพื่อรอให้เสด็จพ่อทรงลงพระอาญาขอรับ!”
เมื่อได้ยินดังนั้น เมิ่งฉีฮ่วนก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เดิมทีเขาคิดว่าจงเจิ้งอวี่ยังทำงานมิรอบคอบนัก นึกมิถึงว่าคราวนี้นอกจากจะไม่วู่วามแล้ว ยังรู้จักใช้การจับกุมขุนพลคนสำคัญของเลี่ยหลานมาเป็นข้ออ้างในการกลับเมืองหลวงก่อนกำหนดอีกด้วย
ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นยังมีสีหน้าสงบนิ่งดุจขุนเขา ทรงโบกพระหัตถ์เบาๆ แล้วตรัสว่า “อวี่เอ๋อร์ลำบากเจ้าแล้ว ยามนี้เจ้ากลับมาแล้ว ประจวบเหมาะกับที่พี่ใหญ่ของเจ้าก็กลับมาพอดี เรื่องตำแหน่งรัชทายาทนี้ พวกเจ้าสองพี่น้องจงไปหารือกันเองเถิดว่าผู้ใดจะเหมาะสม ข้าเบื่อที่จะฟังพวกขุนนางเก่าแก่เหล่านี้ส่งเสียงจ้อกแจ้กจอแจรำคาญหูเต็มทีแล้ว”
“ฝ่าบาท” เมิ่งฉีฮ่วนชิงก้าวออกมาข้างหน้าก่อนที่จงเจิ้งอวี่และจงเจิ้งเสียนจะทันได้อ้าปาก “ข้าเห็นว่า เรื่องขององค์ชายรองนั้นสำคัญกว่าขอรับ”
ทันทีที่เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยถึงจงเจิ้งเซวียน ทุกคนในท้องพระโรงต่างก็เงียบกริบ
ใครบ้างจะไม่รู้ว่า จงเจิ้งเซวียน ถูกเมิ่งฉีฮ่วนเป็นผู้จับกุมมาด้วยมือตนเอง แต่ จงเจิ้งเซวียน ก็คือพระโอรสแท้ๆ ของฮ่องเต้ ส่วนเมิ่งฉีฮ่วนเป็นเพียงคนนอก แม้แต่เสือที