ากนางยังขืนปากพล่อยกล่าวโทษหลี่เยว่หานอีก ไม่แน่ว่าเขาอาจถึงขั้นชักกระบี่ออกมาสังหารนางก็เป็นได้…
เมื่อตระหนักถึงความจริงข้อนี้ จี้ซินเยว่ถึงกับตัวสั่นสะท้าน แววตาที่เคยลุกโชนด้วยโทสะมลายหายไป แทนที่ด้วยท่าทางน่าเวทนาและเสียงอ้อนวอน
“เหวินจั๋ว ข้าเพียงแค่ชั่ววูบด้วยอารมณ์จึงเผลอกล่าววาจาไม่ดีถึงน้องหญิงเยว่หาน ข้าขอโทษ… ข้าเสียใจจริง ๆ”
เมิ่งฉีฮ่วนมิได้ใส่ใจคำขอโทษเหล่านั้น เขาเพียงปรายตาไปทางเฮ่อเจิ้งเทียน องครักษ์หนุ่มสะดุ้งสุดตัวแล้วรีบก้าวเข้าไปพยุงจี้ซินเยว่ให้ลุกขึ้นจากพื้นทันที
จี้ซินเยว่กลับตีความไปเองว่าเมิ่งฉีฮ่วนคงรู้สึกว่าตนเองลงมือหนักเกินไป แต่ด้วยความทิฐิจึงไม่อาจเอ่ยปากขอโทษนางด้วยตนเองได้ จึงสั่งให้ลูกน้องมาพยุง
นางมิต้องรอให้เฮ่อเจิ้งเทียนเอ่ยปาก ก็รีบคิดเข้าข้างตัวเองไปไกล “ไม่เป็นไรหรอกเหวินจั๋ว ข้าไม่ถือโทษท่าน ข้ารู้ว่าช่วงนี้ท่านอารมณ์ไม่ดี ต่อให้ท่านจะลงมือกับข้าบ้างก็มิเป็นไร ขอเพียงท่านระบายโทสะจนพอใจก็พอแล้ว”
เมิ่งฉีฮ่วนทราบดีว่าสตรีผู้นี้ช่างเป็นพวกชอบหลงละเมอเพ้อพก แต่สำหรับเฮ่อเจิ้งเทียนที่เพิ่งเคยเผชิญหน้ากับความหลงตัวเองระดับนี้เป็นครั้งแรก ถึงกับหลุดขำออกมา
“ฮูหยินสกุลเฉิน ท่านคิดมากไปแล้วขอรับ นายท่านของข้าหมายความว่า หากข้ามิรีบเชิญท่านออกไปตามคำสั่ง ข้าเองนั่นแหละที่จะต้องรับโทษอาญาจากนายท่าน ดังนั้นโปรดเห็นใจบ่าวผู้น้อยอย่างข้าเถิด เชิญท่านกลับไ