ามนี้เขามีอายุเพียงสิบหกปี เป็นวัยที่กำลังคึกคะนอง หลายปีมานี้เขาติดตามจงเจิ้งเสียนเดินทางไปทั่วทุกสารทิศในแคว้นตงฮั่น
ในใจเขายึดมั่นเสมอว่าเจ้านายของตนคือผู้ที่มีจิตใจดีที่สุดในใต้หล้า ต่อให้เป็นเรื่องของกงหย่าทั่ว อู๋หัวก็ยังคงเชื่อมั่นเช่นเดิม
เมื่อเมิ่งฉีฮ่วนกลับถึงจวนขุนพล เขาก็นำเด็กไปส่งให้แก่แม่นม
ฟางจื่อหลานเห็นเมิ่งฉีฮ่วนออกไปเพียงครู่เดียว กลับอุ้มทารกน้อยกลับมาคนหนึ่ง นางถึงกับตกตะลึงจนพูดไม่ออก ได้แต่ดึงตัวเขามาถามไถ่เป็นการลับว่าเรื่องราวเป็นมาอย่างไร
เมิ่งฉีฮ่วนไม่สามารถบอกความจริงเรื่องจงเจิ้งเสียนในยามนี้ เขาจึงอ้างว่าระหว่างที่ไปดูสถานที่ฝังเด็กตามที่ฟางจื่อหลานบอก ได้พบกับหญิงชาวนาผู้หนึ่ง นางเล่าว่าคืนนั้นเดินผ่านทางนี้และได้ยินเสียงเด็กร้อง
เมื่อพบว่าเป็นทารกจึงอุ้มกลับบ้านไป แต่เห็นเด็กมีข้าวของเครื่องใช้หรูหราจึงไม่กล้าเก็บไว้เลี้ยงเองเพราะเกรงจะผิดต่อมโนธรรม นางจึงมักจะกลับมาดูที่จุดเดิมอยู่บ่อยครั้ง วันนี้บังเอิญพบกับเมิ่งฉีฮ่วนพอดีจึงได้คืนเด็กให้
เมื่อได้ฟังเช่นนั้น ฟางจื่อหลานก็มีความสุขล้นปรี่ แม้แต่สภาพจิตใจของหลี่เยว่หานก็ดูดีขึ้นมาก
เพียงแต่ฟางจื่อหลานไม่ได้สังเกต ทว่าหลี่เยว่หานกลับมองเห็นได้อย่างชัดเจน
ยามที่เมิ่งฉีฮ่วนเล่าเรื่องการพาลูกกลับมานั้น สายตาของเขาเอาแต่จ้องมองพื้นดินตลอดเวลา
เขากำลังปกปิดความจริง