จากห้องไป
นี่เป็นครั้งแรกที่เมิ่งฉีฮ่วนได้พบหน้าบุตรชาย
เจ้าตัวน้อยมิทราบว่าเจ็บปวดหรือไม่ ใบหน้ายับย่นเข้าหากันแต่กลับมิร้องไห้ เมื่อรู้สึกว่ามีคนเข้ามาใกล้ เขาก็ลืมตาขึ้นแล้วเป่าฟองเล่นใส่เมิ่งฉีฮ่วนอย่างไม่ทันตั้งตัว
หัวใจของเมิ่งฉีฮ่วนอ่อนย้วยลงทันที เขาระมัดระวังขณะลองตรวจชีพจรให้เด็กน้อย ก่อนจะถอดถอนใจยาว
เด็กคนนี้มีร่างกายพร่องมาแต่กำเนิด อีกทั้งยังมีโรคหัวใจติดตัวมา ดังที่ท่านหมอทั้งสองวินิจฉัยไว้ ร่างกายเช่นนี้เกรงว่าจะอยู่มิพ้นขวบปีจริง ๆ
“ลูกรัก เจ้าต้องเข้มแข็งและมีชีวิตอยู่ต่อไปนะ แม่ของเจ้าเหลือเพียงเจ้าคนเดียวแล้ว” เมิ่งฉีฮ่วนจัดแจงห่มผ้าให้แขนเล็ก ๆ ของลูกอย่างแผ่วเบาพลางกระซิบว่า “แม่ของเจ้ายังมิได้ตั้งชื่อให้เจ้าเลย เช่นนั้นพ่อจะตั้งให้เอง ต่อไปเจ้าชื่อว่า เมิ่งจ้วง เจ้าจะต้องเติบโตขึ้นมาอย่างแข็งแรงกำยำนะ!”
กล่าวจบ เมิ่งฉีฮ่วนก็รู้สึกภาคภูมิใจในชื่อที่ตนตั้งยิ่งนัก ทว่าขณะที่เขากำลังจะยิ้มให้ลูก เจ้าตัวน้อยกลับส่งเสียง “อุแว้!” ร้องไห้จ้าออกมาทันที
ฟางจื่อหลานที่เฝ้าอยู่หน้าห้องรีบผลักประตูเข้ามา เมื่อเห็นหลานน้อยร้องไห้หนักก็นางก็ถลึงตาใส่เมิ่งฉีฮ่วนทันที “เจ้าไปทำอะไรให้ลูกตกใจ!”
“ท่านป้าสะใภ้ ข้าเปล่านะ…” เมิ่งฉีฮ่วนรู้สึกผิดคาดมิน้อย “ข้าเพิ่งคุยกับเขาได้แค่สองคำเขาก็ร้องแล้ว…”
“เจ้าพูดสิ่งใดไป?” ฟางจื่อหลานอุ้มเด็กน้อยจากเตียงเล็กอย่างเบามือ โดยไม่ชายตาแลเมิ