แต่หลังจากที่ท่านเฉินเสียชีวิตไปหลายปีแล้ว ตระกูลเฉินก็ยังคงรักษาสถานะเดิมในเมืองหลวงได้ และการดำรงชีวิตก็ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก นั่นแสดงให้เห็นว่าท่านเฉินไม่ใช่แกนหลักที่แท้จริงของตระกูลเฉิน
จึงไม่ยากที่จะเข้าใจว่าทำไมเรื่องที่จี้ซินเยว่เลี้ยงชายบำเรอถึงเป็นที่รู้กันในเมืองหลวง แต่ตระกูลเฉินก็ยังไม่ได้แสดงท่าทีไม่พอใจต่อจี้ซินเยว่
เพราะสายตระกูลของจี้ซินเยว่นั้นไม่สำคัญ ดังนั้นถึงแม้จี้ซินเยว่จะล่วงเกินหลี่เยว่หาน ผู้อาวุโสของตระกูลเฉินก็ไม่ได้ออกมาพูดอะไร
จนกระทั่งครั้งนี้ แม่ลูกจี้ซินเยว่ทำเรื่องร้ายแรง พวกนางสร้างความวุ่นวายมากขึ้นเรื่อย ๆ หลี่เยว่หานถึงกับต้องเข้าวังไปขอพระบรมราชโองการ ทั้งกรมอาญาและกรมการคลังต่างลงมือพร้อมกัน หากผู้อาวุโสตระกูลเฉินยังไม่ทำอะไรสักอย่าง คนต่อไปที่จะโชคร้ายก็คงเป็นตระกูลเฉินเอง
คิดถึงตรงนี้ หลี่เยว่หานก็อดรู้สึกสงสัยไม่ได้ “หมิงจู ไปเรียกคังโหรวมาที”
“ท่านหญิง…” หมิงจูตกตะลึงไปทันที จากนั้นก็รีบคุกเข่าลงตรงหน้าหลี่เยว่หานก้มหน้าจนถึงพื้น พูดว่า “หมิงจูรู้ตัวแล้วว่าทำผิด หมิงจูจะไม่พูดมากอีกแล้ว ขอร้องท่านหญิงอย่าได้ไล่หมิงจูออกไปเลยนะเจ้าคะ!”
เห็นดังนั้น หลี่เยว่หานอดขำไม่ได้ “เจ้าคิดอะไรอยู่ ข้าแค่มีเรื่องอยากถามคังโหรวเท่านั้น ไม่ได้จะเปลี่ยนตัวเจ้า รีบลุกขึ้นเถอะ ให้คังโหรวเข้ามาปรนนิบัติข้า ส่วนเจ้าไปพักผ่อนก่อน”
ได้ยินคำพูดนั้น หมิงจูจึงค่อ