่าบาท หลังจากนั้นไม่นานถึงได้ย้ายมาที่เมืองหลวง นี่ล้วนไม่ใช่ความลับ”
เมื่อได้ฟังคำพูดของนาง จงเจิ้งอวี่ต้องสูดลมหายใจลึกเพื่อระงับอารมณ์ที่อยากด่าทอออกมา เขากล้ำกลืนความขุ่นเคืองกลับไปก่อนจะพยายามเอ่ยอย่างอ่อนโยนว่า “ฮั่นหรงฟูเหรินกล่าวถูกต้อง ตอนนั้นข้าต้องทำการสืบสวนเกี่ยวกับท่านไม่น้อยเพื่อหาหลานชายของฝ่าบาท”
“ดังนั้น สิ่งที่ข้าพูดไปเมื่อครู่ ท่านก็ล้วนรู้ดีอยู่แล้ว มันจึงไม่ได้เป็นข้อมูลสำคัญสำหรับท่านเลยเพคะ” หลี่เยว่หานยิ้มพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แฝงความอบอุ่น
คำพูดของนางเหมือนปิดประตูทุกทางให้จงเจิ้งอวี่ ไม่เพียงแต่ทำให้เขาหมดทางต่อรอง ยังทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกนางปั่นหัวอย่างชาญฉลาดอีกด้วย
จงเจิ้งอวี่ไม่คาดคิดเลยว่าหลี่เยว่หานจะเป็นคนที่รับมือยากถึงเพียงนี้ สีหน้าเขาดูไม่ค่อยพอใจนัก แต่ยังคงรักษามารยาท ลุกขึ้นยืนพร้อมกล่าวคำลาต่อหลี่เยว่หานอย่างสุภาพว่า
“เป้าหมายที่ข้ามาหาท่านฮั่นหรงฟูเหรินในวันนี้ลุล่วงแล้ว ในเมื่อท่านกล่าวว่าลัญจกรหยกชิ้นนี้เป็นของจริง เช่นนั้นพรุ่งนี้เช้าข้าจะนำขึ้นถวายฝ่าบาท และข้าจะแจ้งว่าฮั่นหรงฟูเหรินมีความชอบในการตรวจสอบสมบัติ เพื่อให้ฝ่าบาทพระราชทานรางวัลแก่ท่าน!”
พูดจบ จงเจิ้งอวี่ก็หมุนตัวเดินออกไป
หลี่เยว่หานส่งเสียงหัวเราะตามหลัง พลางกล่าวว่า “หม่อมฉันขอขอบพระทัยองค์รัชทายาท! ท่านอย่าลืมกราบทูลฝ่าบาทด้วยว่า หม่อมฉันไม่ต้องการเครื่องประดับหรือสม