องนี้ต้องมีเงื่อนงำแน่…” หลี่เยว่หานคิดอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ยังไม่อาจหาข้อสรุปได้ จึงวางเรื่องนี้ไว้ก่อน “เอาละ เมื่อวานตอนเจ้าดื่มเมา เจ้าบอกว่าหอผ้าตระกูลเหยียนถูกเวินเทียนเหล่ยย้ายไปขึ้นอยู่กับตระกูลเวิน นั่นคือเรื่องอะไรกัน?”
ทันทีที่ได้ฟังคำถามนี้ หลิงซีก็โกรธขึ้นมาทันที “ท่านไม่พูดข้ายังดี พอท่านพูดขึ้นมาก็ทำให้ข้ายิ่งโมโห! หลังจากท่านจากอำเภอฮัวซีไป เวินเทียนเหล่ยก็เข้ามาหาตระกูลเหยียนโดยตรง ตอนนั้นเขาพูดว่า จะทำให้กิจการของตระกูลเหยียนมั่นคงยิ่งขึ้น แล้วก็โน้มน้าวพ่อแม่ของข้าให้เขาร่วมถือหุ้น กลายเป็นหุ้นส่วนในหอผ้าตระกูลเหยียน”
“ใครจะไปรู้ว่าหุ้นส่วนคนนี้จะขยายกิจการของเราครั้งใหญ่ ทั้งหมดเขาลงทุนด้วยเงินของตัวเอง พ่อแม่และพี่ชายของข้าต่างก็ไม่เห็นด้วยกับการขยายกิจการ แต่เขายืนกรานจะทำ ผลสุดท้ายร้านผ้าที่เปิดใหม่เกือบทุกแห่งล้มละลายภายในไม่ถึงเดือน เขาขาดทุนไปมากมาย แล้วก็ยังให้พ่อแม่และพี่ชายของข้าร่วมรับผิดชอบกับการขาดทุนนั้นอีก!” หลิงซีพูดด้วยความโกรธจนเหมือนจะควันออกหู
เมื่อหลี่เยว่หานได้ฟังการเล่าของหลิงซีแบบคร่าว ๆ ก็เข้าใจสถานการณ์ในทันที
เหตุที่เวินเทียนเหล่ยเร่งขยายกิจการหอผ้าตระกูลเหยียนในช่วงเวลาสั้น ๆ ก็เพื่อสร้างภาพลวงตาว่ากิจการนี้เป็นของเขาโดยสมบูรณ์ อีกทั้งยังต้องการทำให้ท่านอ๋องรองเข้าใจว่าหอผ้าตระกูลเหยียนไม่มีค่าพอให้รีดเค้นอะไรได้อีกแล้ว เพราะเขาขาดทุนไปม