ที่เห็นความงุนงงในดวงตาของเขา
หลิ่วเทียนเสียงดูแลกิจการของตระกูลหลิ่วมาสิบกว่าปี เข้าใจความหมายของหลี่เยว่หานทันที มองลูกชายที่ยืนงงอยู่แล้วอดถอนหายใจไม่ได้ก้มคำนับแล้วพูดว่า “ฮั่นหรงฟูเหรินพวกเราอยู่ที่นี่แหละ ขอบคุณน้ำใจดีของฮั่นหรงฟูเหริน”
เมื่อได้ยินดังนั้นหลี่เยว่หานก็เอียงหน้ามองหลิ่วเทียนเสียงอย่างขบขัน “ท่านพ่อคิดว่าไม่เหมาะสมหรือ?”
“ไม่ใช่หรอก แต่ลูกชายข้าเกเรถ้าแยกครอบครัวตอนนี้เกรงว่าเขาจะยืนหยัดในเมืองหลวงไม่ได้” หลิ่วเทียนเสียงรู้ดีถึงเจตนาของหลี่เยว่หานถึงแม้จะรู้ว่าหลี่เยว่หานตั้งใจดีอยากให้พวกเขาที่เป็นผู้ใหญ่ไม่ต้องถูกรบกวนจากหลิ่วจื้อหย่วนลูกชายเจ้าปัญหา แต่เขามีลูกชายแค่หลิ่วจื้อหย่วนคนเดียวการจะให้ทิ้งลูกชายไว้ เขาทำไม่ได้เด็ดขาด
“ก็ได้ ในเมื่อท่านพ่อไม่เต็มใจข้าก็จะไม่บังคับ” หลี่เยว่หานลุกขึ้นยืนยิ้มเบา ๆ หันไปมองนายท่านผู้เฒ่าหลิ่วแล้วพูดว่า “นายท่านผู้เฒ่าหลิ่ว ถ้าที่บ้านมีเรื่องลำบากอะไรก็ส่งคนไปบอกข้าที่จวนขุนพลข้าจะช่วยเท่าที่ช่วยได้ วันนี้สายแล้วข้าขอตัวกลับก่อนขอให้ท่านผู้อาวุโสรักษาสุขภาพด้วย”
“ได้ เจ้าก็ระวังตัวระหว่างทางด้วย” นายท่านผู้เฒ่าหลิ่วโกรธหลิ่วจื้อหย่วนจนแทบทนไม่ไหวแล้วเมื่อเห็นหลี่เยว่หานจะกลับก็ไม่ได้รั้งไว้
ในขณะที่หมิงจูประคองหลี่เยว่หานออกจากประตู หวังเหอฮวาก็ล้มลงในอ้อมกอดของหลิ่วจื้อหย่วน ในตอนนั้นทุกคนก็แตกตื่นโกลาหล
เห็นได้ชัดว่าหว