เหยียดแขนออกเพื่อโอบกอดหลี่เยว่หานไว้ในอ้อมแขนอย่างแน่นหนา
“ในจวนฮูหยินของตัวเองมีอะไรให้ต้องพอประมาณ ตราบใดที่ไม่ใช่การทำลามกอนาจารตอนกลางวันแสก ๆ เราอยากทำอะไรก็จะทำอย่างนั้น” เมิ่งฉีฮ่วนละทิ้งความหมองมัวในใจไปแล้ว เมื่อเป็นเวินเทียนเหล่ย ย่อมไม่มีอะไรให้ต้องกล่าวพูดอย่างสุภาพเกรงใจนัก
ใบหน้าของเวินเทียนเหล่ยกระตุก เหตุใดจึงรู้สึกว่าวันนี้แตกต่างไปจากเดิม? “ก็ได้ ๆ ข้าไม่มีสิทธิ์ก้าวก่าย เยว่หาน เจ้าคิดอะไรอยู่? วันนี้ข้าส่งคนไปสอบถามอย่างละเอียดแล้ว เจ้าทำให้จี้หยางมาอยู่ใต้เจ้าได้อย่างไร?”
เมื่อได้ยินสิ่งนี้ เมิ่งฉีฮ่วนพลันเบิกตากว้าง ชายหนุ่มก้มมองหลี่เยว่หาน “เจ้าทำธุรกิจหอบุปผาจริง ๆ สินะ?”
“ลดเสียงลงหน่อย” หลี่เยว่หานลูบขมับของเขา “สิ่งที่ข้าต้องการทำ ไม่ว่าจะอย่างไรข้าก็ต้องทำอย่างแน่นอน ส่วนเรื่องการทำให้จี้หยางมาเป็นคนของข้าได้ นั่นเป็นเพียงเพราะข้าช่วยรักษาอาการป่วยของเขา หอฟ่านเทียนข้าก็ซื้อมาจากเขาด้วยเงินของข้าเอง เพียงแต่ในตอนที่เปลี่ยนโฉนดที่ดิน ข้าแค่วางหมากไปเล็กน้อยก็เท่านั้น”
“โอ้ เจ้าเรียกการกระทำนั้นว่าวางหมากเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือ” เวินเทียนเหล่ยพาตัวเองนั่งลง ก่อนเอ่ยต่อ “ให้คนปีนข้ามกำแพงเข้าไปในกรมทะเบียนราษฎร์กลางดึก เพื่อเข้าไปสับเปลี่ยนโฉนดที่ดินที่จดทะเบียนกับทางราชการโดยที่สวรรค์ไม่ทราบ ผีสางไม่รู้สึก คนเองก็ไม่มีใครรู้ หลี่เยว่หาน เจ้าอยู่เมืองหลวงมาไ