หนัก?” เวินเทียนเหล่ยพูดจบก็ขมวดคิ้ว “แต่แตงพันธุ์นี้ลูกเล็กเกินไป หากขายตามน้ำหนัก คาดว่าคงมีคนซื้อไม่มากนัก”
“ใครบอกเจ้ากัน” หลี่เยว่หานกล่าวบอก “ห้าสิบตำลึงเงินต่อหนึ่งจิน แตงโมลูกหนึ่งหนักอย่างน้อยสามจิน เมล็ดพันธุ์ที่เจ้าให้ข้ามาไม่ได้ปลูกแตงโมพันธุ์เหม่ยเหรินได้มากมายอะไรนัก ด้วยเหตุนี้ หากเจ้าคิดจะขายด้วยราคานี้ตั้งแต่แรกเริ่ม แน่นอนว่าต้องมีคนซื้อ ดังนั้นเจ้าผู้เป็นพ่อค้าวาณิชย์ที่มีเชื้อมีเหล่าจึงมีประโยชน์ขึ้นมาแล้ว”
“มีประโยชน์อย่างไร?” เวินเทียนเหล่ยรีบเขยิบเข้ามาถาม
“เมื่อแตงโมรอบนี้สุกพอกินแล้ว เจ้าก็ให้คนมาเก็บไป หากใช้น้ำแข็งได้ตลอดทางให้ใช้น้ำแข็ง หากไม่อาจใช้น้ำแข็งได้ ให้ห่อไว้ในถุงน้ำเพื่อให้แน่ใจว่าแตงโมจะไม่ร้อนเกินไป จากนั้นให้ส่งไปที่พระราชวัง” หลี่เยว่หานเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ตราบใดที่เราสามารถสร้างความนิยมของแตงโมพันธุ์เหม่ยเหรินให้แพร่ออกมาจากพระราชวังได้ ก็ไม่ต้องกังวลถึงเรื่องยอดขายในอนาคต”
เมื่อได้ยินถ้อยคำของหลี่เยว่หาน เวินเทียนเหล่ยก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง “หลี่เยว่หาน ข้าสงสัยจริง ๆ ว่าเจ้านั้นคงมีความแค้นกับคนรวย”
“เจ้าพูดแบบนี้ข้าไม่ชอบฟังนัก ในฐานะคนธรรมดาสามัญก็ย่อมต้องค้นหาสิ่งที่ดีในระบบทุนนิยมสามานย์นี้เพื่อประโยชน์ของปุถุชนไม่ใช่หรือ” หลี่เยว่หานพูดจบก็หยิบเปลือกแตงโมที่เหลือจากแตงโมที่เวินเทียนเหล่ยกินไป ก่อนจะหักมันแล้วโยนลงในชามอาหารใบใหญ่ของต