จื่อเซียงรู้เรื่องนี้ ก็พลันเสียใจอย่างมาก เอาแต่โทษตัวเองที่ไม่เอ่ยถามถึงสถานการณ์ครอบครัวของอีกฝ่ายก่อนก็รีบตรงมาเคาะประตูบ้านเสียแล้ว หลังจากทำความสะอาดห้องครัวเสร็จ หญิงสาวก็ไปนั่งร้องไห้โฮอยู่ที่ลานบ้าน
หลี่เยว่หานต้องชักแม่น้ำทั้งห้ามาพูดเพื่อโน้มน้าวนาง
หลิงซีนั้นสนิทชิดเชื้อกับหลี่เยว่หานอยู่พอตัวแล้ว ด้วยเหตุนี้จึงไม่ได้โต้แย้งคัดค้านที่จะนอนด้วยกัน
เช้าวันรุ่งขึ้น ในตอนที่พ่อไก่ตัวใหญ่ของตระกูลโจวข้างบ้านเพิ่งโก่งคอขัน เหยียนจื่อเซียงแอบย่องเข้าไปในห้องของหลี่เยว่หานและหลังซีอย่างเงียบ ๆ แต่พบว่ามีเพียงหลิงซีที่กำลังนอนกรนอยู่เท่านั้น ทว่าไร้เงาของหลี่เยว่หาน
เมื่อออกจากห้อง เหยียนจื่อเซียงก็เห็นร่างของหลี่เยว่หานปรากฏขึ้นในห้องครัว
ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
“พี่สาวหานเยว่ ทำไมท่านถึงตื่นเช้าเพียงนี้ ข้ามั่นใจว่าวันนี้ข้าจะตื่นเร็วกว่าท่านเสียอีก” เมื่อพูดอย่างนั้น เหยียนจื่อเซียงก็ไม่ได้ติดใจอะไรนัก หญิงสาวตักน้ำขึ้นมาเพื่อล้างหน้าบ้วนปาก
“ล้างหน้าล้างตาแล้วมากินอะไรรองท้องสักหน่อย” หลี่เยว่หานเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้ม “หลังพวกเรากลับมาจากไปวิ่งแล้ว เด็กทั้งสองก็คงตื่นพอดี”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เหยียนจื่อเซียงก็หยิบผ้าขึ้นมาเช็ดหน้าแล้วพูดว่า “พี่สาวหานเยว่ มู่โทวถึงวัยศึกษาเล่าเรียนแล้ว อีกทั้งเขาเองยังอ่านตำราได้อย่างคล่องแคล่ว ท่านไม่คิดส่งเขาไปร่ำเรียนที่สำนักศึกษ