าของอำเภอหรือ?”
คำพูดของเหยียนจื่อเซียงอาจกล่าวได้ว่าทิ่มแทงหัวใจของหลี่เยว่หาน
นางจะไม่ต้องการส่งมู่ชวนไปร่ำเรียนที่สำนักศึกษาของอำเภอได้อย่างไร ถึงอย่างไรมู่ชวนก็ฉลาดมากเสียจนตอนนี้เขาสามารถสอนน้องสาวของเขาอยู่ที่บ้านได้
ทว่าอำเภอหวาซีเทียบไม่ได้กับเมืองหลิวชิง ที่นี่มีหูตาของบรรดาผู้มีอำนาจอยู่มากมาย แม้ว่ามู่ชวนจะออกจากเมืองหลวงตั้งแต่อายุยังน้อย แต่สุดท้ายเขาก็ยังเป็นเด็กที่ยังไม่ได้โตเต็มที่ หากถูกจำได้ขึ้นมา เห็นทีว่าคงจะเกิดบรรยากาศอันคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นดินปืนและเสียงฟาดฟันกระบี่
กว่าที่พวกเขาสองพี่น้องจะออกจากศูนย์กลางของพายุมาได้นั้นไม่ง่าย พวกเขาย่อมไม่อาจถูกพัดให้เข้าสู่พายุนั้นได้อีก ก่อนที่เมิ่งฉีฮ่วนจะมารับพวกเขา สิ่งเดียวที่หลี่เยว่หานต้องทำคือปกป้องพวกเขา
“เหตุใดท่านไม่พูดอะไรเลยล่ะ?” เหยียนจื่อเซียงไม่ได้ยินเสียงของหลี่เยว่หาน ก็พลันงุนงงขึ้นมา ก่อนจะหันหน้าไปดู แต่เห็นว่าหลี่เยว่หานก้มศีรษะลงราวกับกำลังคิดอะไรบางอย่าง
เหยียนจื่อเซียงขมวดคิ้วพลางคิดไตร่ตรองอย่างรอบคอบ แล้วเอ่ยขึ้นทันทีว่า “พี่สาวหานเยว่ ไม่อย่างนั้นให้มู่โทวไปอยู่ที่บ้านของข้าดีหรือไม่ มิฉะนั้นเมื่อไปอยู่ที่สำนักศึกษาแล้วก็จะต้องนอนรวมกับคนอื่นหลายคนนัก”
เมื่อได้ยินคำพูดของเหยียนจื่อเซียง หลี่เยว่หานก็กลับมามีสติอีกครั้ง และปฏิเสธทันที “อา… ไม่ต้องหรอก มู่โทวจะไม่ไปเรียนที่สำนักศึกษา”
“ทำไมกันเล