่า?” เหยียนจื่อเซียงรู้สึกงุนงง “มู่โทวมีสติปัญญาสูงส่งเช่นนี้ น่าเสียดายยิ่งหากไม่ได้ร่ำเรียน”
“เอ่อ…” หลี่เยว่หานไม่สามารถหาข้อแก้ตัวที่เหมาะสมขึ้นมาได้ในทันที ด้วยเป็นเรื่องที่ยากจะให้คำตอบ นางจึงเปลี่ยนเรื่องโดยเอ่ยว่า “เจ้าล้างหน้าล้างตาเรียบร้อยหรือยัง? ถ้าเสร็จแล้วก็สวมรองเท้าผ้านุ่ม ๆ จากนั้นดื่มโจ๊กหวานนี้สักคำ แล้วออกไปวิ่งกับข้า”
เอ่ยจบ หลี่เยว่หานก็วางชามโจ๊กหวานใส่น้ำตาลลงบนโต๊ะ แล้วเดินออกจากประตูห้องครัวไป
เหยียนจื่อเซียงคิดว่านางพูดอะไรผิดไป ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา เมื่อลองคิดดูอีกครั้ง เป็นความจริงเช่นกันที่สามีของหลี่เยว่หานซึ่งในเวลานี้มีทรัพย์สมบัติมากมายจนไม่แยแสนางและลูกทั้งสองคน การที่หลี่เยว่หานไม่ต้องการให้ลูก ๆ กลายเป็นคนเนรคุณเช่นนี้เมื่อพวกเขามั่งคั่งร่ำรวยในอนาคตก็นับว่าสมเหตุสมผล
เมื่อเข้าใจในจุดนี้ เหยียนจื่อเซียงก็รีบดื่มโจ๊กหวานหมดถ้วยในคำเดียว
คำพูดของหลี่เยว่หานแม่นยำไม่น้อย
พูดว่าในหนึ่งคำก็หนึ่งคำจริง ๆ ไม่ขาดไม่เกิน
หลังจากดื่มโจ๊กหวานและบ้วนปากแล้ว เหยียนจื่อเซียงก็ออกมาจากห้องครัวและเห็นหลี่เยว่หานกำลังเหยียดขาอยู่ที่ลานบ้าน จึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย “พี่สาวหานเยว่ ท่านกำลังทำอะไรอยู่หรือ?”
“อบอุ่นร่างกาย” หลี่เยว่หานพูดพร้อมโบกมือไปทางเหยียนจื่อเซียง “เจ้าเองก็มาตรงนี้ มาทำท่าพวกนี้ไปพร้อมกับข้า เพื่อที่เวลาออกไปวิ่งหลังจากนี้จ