ทว่าเมื่อได้ยินว่านางไม่ได้อยู่แบบงอมืองอเท้า หญิงสาวก็ไม่ได้เอ่ยอะไรให้มากความ เอ่ยเพียงว่า “เจ้าต้องคิดให้ดี หากอยากจะลดน้ำหนัก เจ้าจำเป็นต้องทนทุกข์ ยิ่งกว่านั้นผิวของเจ้าก็จะหย่อนคล้อยไปหมด อีกทั้งหลังจากน้ำหนักลดลงไปแล้วก็อาจจะมีรอยแผลเป็นด้วย เจ้าไม่กังวลหรือ?”
“ข้าอ้วนมาสิบกว่าปีแล้ว ไหนเลยจะกลัวแผลเป็นเล็ก ๆ พวกนั้น!” เหยียนจื่อเซียงตบหน้าอกแล้วกล่าวว่า “ข้าเข้าใจแล้ว ข้าสัญญาว่าจะไม่แตะต้องของที่ท่านไม่อนุญาตให้ข้ากินแม้แต่คำเดียว!”
เมื่อเห็นท่าทางของนาง หลี่เยว่หานก็รู้สึกว่าเหยียนจื่อเซียงคนนี้เป็นคนที่มีนิสัยตรงไปตรงมาจริง ๆ จึงไม่ต้องพูดอะไรให้มาก นางสั่งให้สาวใช้สองคนขนย้ายของเข้าไปไว้ในบ้าน ก่อนที่สาวใช้ทั้งสองคนจะนั่งรถม้ากลับไปในตัวอำเภอ
“ไม่ได้นะ พวกนางสองคนไปแล้วก็ไม่มีใครคอยดูแลเรื่องอาหารการกิน รวมถึงชีวิตประจำวันของข้า ข้าจะไม่เป็นภาระให้เจ้าหรอกหรือ!” เหยียนจื่อเซียงตื่นตระหนกทันที
“เจ้าเองมีแขนมีขาสมบูรณ์ ย่อมสามารถจัดการเรื่องอาหารการกินและชีวิตประจำวันของตัวเองได้” หลี่เยว่หานกล่าวอย่างหนักแน่น
“แต่…” เหยียนจื่อเซียงอยากจะกล่าวบอกว่าตอนที่ไปเมืองหลวงนั้นมีคนคอยดูแลนาง นางไม่สามารถแม้แต่จะแต่งตัวและผูกเสื้อผ้าอาภรณ์ด้วยตัวคนเดียวได้
ทว่าหลี่เยว่หานไม่ให้โอกาสนางพูดต่อ “ตั้งแต่ที่เจ้าก้าวผ่านธรณีประตูนี้ไป เจ้าจะต้องฟังข้าทุกอย่าง” หลี่เยว่หานเอ่ยพร้อมรอยยิ