เยว่หานแล้ว เวินเทียนเหล่ยก็สนใจขึ้นมา “มาตรฐานของหอสุราอย่างหอสุรามัจฉานี้มักจะมีคนงานบริการอยู่สามคน บริการในระดับที่เจ้ากล่าวบอกข้างต้นนั้นจะมีเฉพาะในห้องส่วนตัวเท่านั้น คนงานหนึ่งคนต่อห้องส่วนตัวสองห้อง ซึ่งก็ค่อนข้างจะงานล้นมือ หากต้องการทำอย่างที่เจ้าว่า ต้องใช้คนงานทั้งหมดเท่าไหร่?”
“ยึดหอสุรามัจฉาเป็นตัวอย่าง ที่ห้องโถงใหญ่มีโต๊ะทั้งหมดห้าสิบโต๊ะ แต่มีคนงานคอยบริการเพียงสามคนเท่านั้น แน่นอนว่าย่อมต้องไม่เพียงพอ” หลี่เยว่หานกล่าวพลางใช้มือเปล่าวาดเส้นขึ้นมาในอากาศ ก่อนที่จะพลันชะงักค้างไป
“ไม่สิ เมื่อครู่มีแสงออกมาจากนิ้วของเจ้างั้นหรือ?” เวินเทียนเหล่ยก็ตัวแข็งค้างเช่นกัน แต่ก็ตอบสนองอย่างรวดเร็ว เมื่อครู่นี้ หลี่เยว่หานลากเส้นสีขาวบาง ๆ กลางอากาศจริง ๆ หรือ?
“ข้าก็งงเหมือนกัน ข้าคิดว่าตาของข้าพร่ามัวเสียอีก…” หลี่เยว่หานพึมพำ
“หลี่เยว่หาน เจ้าแอบฝึกตนเป็นเซียนลับหลังข้าใช่หรือไม่?” เวินเทียนเหล่ยคว้าไหล่ของหลี่เยว่หาน “รีบสอนข้าเร็ว สิ่งที่เจ้าทำเมื่อครู่เรียกว่าเซียนชี้ทางใช้หรือเปล่า? รีบสอนข้าเร็วเข้า รีบสอนข้าเร้ว!”
หลี่เยว่หานถูกเวินเทียนเหล่ยเขย่าตัวไปมาจนปวดเศียรเวียนเกล้า นางจึงรีบยกมือเวินเทียนเหล่ยออก ก่อนเอ่ยว่า “ข้าบอกไปแล้วนี่ว่าข้าเองก็ยังงุนงงอยู่ ข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น หากไม่ใช่เพราะเจ้าเองก็เห็น ข้าก็คงคิดว่าเป็นเพราะสายตาของข้าพร่ามัว”
เมื่อเห็