แพร่กระจายไปทั่วเมืองหลวง
หลี่เยว่หานนั่งอยู่บนรถม้า มองดูประตูเมืองหลวงที่ห่างออกไปเรื่อย ๆ ความรู้สึกโศกเศร้าเมื่อต้องจากลาที่หญิงสาวกดเอาไว้พลันซัดสาดขึ้นมาอีกครั้ง
“พี่สะใภ้เป็นอะไรหรือ” บนรถนั้นมีบรรดาสะใภ้อีกหลายคนที่ร่วมเดินทางไปยังอำเภอหวาซี เมื่อเห็นใบหน้าเศร้าโศกของหลี่เยว่หานจึงอดไม่ได้ที่จะซุบซิบ “ครานี้ได้พบสามีของเจ้าหรือไม่? เขาจะกลับไปกับเจ้าเมื่อใดกันหรือ?”
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่เยว่หานก็ถอนหายใจด้วยใบหน้าเศร้า “ข้าเคยคิดว่าเขาตายไปแล้ว ยามนี้เมื่อได้ข่าวคราวจึงรีบมาหาเขา ครั้งนี้ได้พบเขาก็จริง ทว่าเขาคงไม่กลับไปกับข้าแล้ว เมืองหลวงดีถึงเพียงนี้ เขาเองก็ร่ำเรียนมาสูงยิ่ง ข้าเป็นเพียงสาวชนบทที่หยาบกระด้างคงไม่อยู่ในสายตาของเขาอีกแล้ว คิดเสียว่าเขาตายไปแล้วจะดีกว่า” ในขณะที่เอ่ย เธอก็เช็ดน้ำตาด้วยท่าทางจริงจัง
“เฮอะ ถุ้ย!” หญิงร่างท้วมบ้านหนึ่งพลันถ่มน้ำลาย ก่อนหันศีรษะมาปลอบหลี่เยว่หาน “คนที่ใจจืดใจดำเช่นนี้ เจ้าไม่ต้องไปสนใจ! ถ้าถามข้า ปัญญาชนพวกนี้น่ารำคาญที่สุด เรื่องที่สามารถจัดการได้ด้วยหมัดเดียว ก็ต้องมาเขียนกาพย์กลอนเขียนกวี เสียดสีเป็นนัยกันไปมา สุดท้ายเหล่าผู้คนที่มาร่ำเรียนก็ต้องมาท่องจำสิ่งที่พวกเขาเขียน ราวกับแมลงวันอย่างไรอย่างนั้น ไม่เป็นลูกผู้ชายแม้แต่น้อย”
เมื่อได้ยินถ้อยคำของสะใภ้บ้านนี้ หลี่เยว่หานก็อดไม่ได้ที่จะมองนางอีกสองสามครั้ง “พี่สะใภ้มาจา