างก็วางชามและตะเกียบลงด้วยความพึงพอใจ ซึ่งพี่จู้กินข้าวต้มลูกเดือยชามใหญ่สองชามจนหมดเกลี้ยง
“อา…” ในที่สุดพี่จู้ก็อิ่ม นางเกือบลืมไปว่านางเอาของบางอย่างมาให้เด็กกำพร้าและแม่ม่ายสองคนนี้ นางลูบท้องป่องของตน แล้วพูดว่า “น้องหานเยว่ฝีมือดีมาก หากเจ้าขายอาหารในเมือง ธุรกิจของเจ้าต้องเฟื่องฟูเป็นแน่!”
หลังจากได้ยินเช่นนั้น หลี่เยว่หานก็ยิ้มอ่อน “ข้าจะขายอาหารได้อย่างไร ข้าต้องดูแลหลิงตังด้วย”
หลิงซี เด็กคนนี้ไม่เคยซ่อนเร้นอารมณ์ ทำให้ยามนี้แทบจะมีคำว่า ‘ไม่รับแขก’ เขียนอยู่บนหน้าของนางเสียแล้ว พี่จู้จะไม่เข้าใจได้อย่างไร
“โอ้ เด็กผู้หญิงในหมู่บ้านที่อายุเท่าหลิงตัง สามารถช่วยงานครอบครัวได้มากมาย เด็กคนนี้คงอายุสามขวบแล้วไม่ใช่หรือ? ข้าบอกเจ้าเลยว่าไม่ควรประคบประหงมนางมาก ไม่เช่นนั้นนางจะโตมาเป็นคนนิสัยเสีย!”
เมื่อพูดจบ พี่จู้ก็จ้องหลิงซีเขม็ง ราวกับรู้ว่าในอนาคตหลิงซีจะดื้อรั้นและไร้เหตุผล แล้วนางก็ส่ายหน้า
หลี่เยว่หานที่เดิมทียอมให้พี่จู้มากิน ดื่ม และคุยกันที่นี่ สีหน้ากลับกลายเป็นบูดบึ้ง เมื่อได้ยินสิ่งที่พี่จู้พูด “พี่จู้ ข้ากับพ่อของนางตั้งหน้าตั้งตารอหลิงตังมาหลายปีแล้ว ใครจะรู้ว่าเด็กคนนี้จะมีสุขภาพไม่ดี เมื่อเทียบกับเพื่อน ๆ ของนาง ตั้งแต่นางยังแบเบาะ และตอนนี้นางก็อายุเพียงสี่ขวบ ข้าจะปล่อยให้นางเติบโตด้วยความยากลำบาก เหมือนเด็กคนอื่น ๆ ได้อย่างไร”
เมื่อเห็นว่าน้ำเสียงของหลี่เย