มิ่งฉีฮ่วนจึงไม่อยากพูดอะไรที่ไม่เหมาะสมออกมา
“หลังจากนั้นก็พบว่าเจ้าไม่หายใจแล้วจริง ๆ จึงยอมกรีดเปิดแผลตรงหัวใจเพื่อให้เลือดออกมา แล้วใช้ลัญจกรหยกช่วยชีวิตเจ้า” เมิ่งฉีฮ่วนกล่าว
เขาถอนหายใจ “ไม่ใช่ว่าเจ้ารู้มาตั้งแต่ตอนได้เห็นความทรงจำของข้าอย่างนั้นหรือ”
“จริงสิ เจ้าอ่านความทรงจำของข้าตั้งแต่เมื่อใดกัน? ไม่ใช่ว่าเป็นตอนที่ข้าบาดเจ็บสาหัสใช่หรือไม่?” หลี่เยว่หานเอ่ยถามเมิ่งฉีฮ่วน ไม่แปลกใจว่าเหตุใดจึงล่วงรู้ว่านางเป็นเพียงแค่ดวงวิญญาณ หลังจากพบว่าเมิ่งฉีฮ่วนได้อ่านความทรงจำของนางแล้ว จึงลองเอ่ยถามเขาว่าตั้งแต่เมื่อใด เมิ่งฉีฮ่วนไม่เอ่ยพูดสิ่งใด หลี่เยว่หานแอบคิดว่าเมิ่งฉีฮ่วนอาจเคยเห็นว่านางโดนพี่ชายทั้งสามคนทุบตีนางจนปางตาย
“ตั้งแต่ข้าช่วยเจ้า…” เมิ่งฉีฮ่วนกล่าว พลางใช้มือหนาลูบไล้ใบหน้าของหลี่เยว่หาน “ข้าก็เห็นชีวิตสมัยเด็กของเจ้า ข้าเห็นว่าเจ้าจริงจังมากแค่ไหนยามเมื่อเข้าศึกษาอยู่ในสำนักศึกษา ข้าเห็นว่าเจ้าดื้อดึงมากเพียงใดยามเอ่ยพูดจากับท่านพ่อท่านแม่ และข้ายังได้เห็นท่าทางของเจ้ายามเมื่อช่วยเหลือผู้คนด้วย”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่เยว่หานก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกฟุดฟิดตรงจมูก “เช่นนั้นเหตุใดท่านไม่บอกข้าตั้งแต่แรก!”
“ข้ากลัวว่าเจ้าจะโกรธ” เมิ่งฉีฮ่วนไม่อ้อมค้อม “ข้ากลัวว่าเจ้าจะจากไป”
“ท่านช่างน่ารำคาญยิ่งนัก!” ในที่สุดหลี่เยว่หานก็ได้ค้นพบว่าการควบคุมความรู้สึกของตนเองนั้นช่างยา