มากกว่านะ!”
“เยว่หาน” ขณะอุ้มหลิงซีเอาไว้ในอ้อมแขน ดวงตาของเมิ่งฉีฮ่วนก็จับจ้องไปยังหลี่เยว่หาน “ในใจเจ้า มีข้าบ้างหรือไม่?”
เมื่อเมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยถามเช่นนั้น หลี่เยว่หานถึงกับผงะ
มีเขาหรือไม่?
ถามมาได้ ก็ต้องมีสิ
เพียงแต่ความรู้สึกยังไม่ชัดเจน หลี่เยว่หานไม่เคยเผชิญหน้ากับความรู้สึกนี้อย่างเต็มที่มาก่อน
ตอนนี้พวกเขาเอ่ยพูดเรื่องที่แต่ละคนยังไม่รู้ซึ่งกันและกัน จากนั้นหลี่เยว่หานก็ได้พบว่า ตั้งแต่แรก… เมิ่งฉีฮ่วน…
พยายามทำทุกอย่างเต็มที่เพื่อปกป้องเธอ ไม่ปล่อยให้เธอต้องรู้สึกทุกข์ใจ ไม่ทำให้เธอต้องทุกข์ทรมาน
หากเอ่ยบอกไปว่าไม่มีเขา
หลี่เยว่หานคงรับตนเองไม่ได้…
เมื่อเห็นว่าหลี่เยว่หานไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใด ดวงตาของเมิ่งฉีฮ่วนจึงฉายแววความผิดหวัง แต่เขาลุกขึ้นยืนโดยอุ้มหลิงซีขึ้น พลางยื่นมือไปหาหลี่เยว่หาน “ฟ้าเริ่มมืดแล้ว ต้องรีบออกเดินทาง เกวียนม้าถูกจัดเตรียมเอาไว้แล้ว เมื่อไปถึงที่นั่น เวินเทียนเหล่ยจะจัดการทุกอย่างให้เสร็จสรรพ”
“เรื่องนี้มีเวินเทียนเล่ยร่วมด้วยอย่างนั้นหรือ?” หลี่เยว่หานเอ่ยถามกลับ
“เขาเป็นคนที่ร้ายกาจมาก จะไม่รู้ได้อย่างไรกัน” หลังจากเมิ่งฉีฮ่วนพยุงหลี่เยว่หานลุกขึ้นยืนจากพื้น ก็จับมือนางแล้วเดินลงจากหุบเขา “อย่างไรหากไปถึงแล้ว ทุกอย่างเวินเทียนเหล่ยจะเป็นผู้จัดการทั้งหมด แต่มีสิ่งหนึ่ง… เจ้าต้องอยู่ห่างจากเขาเอาไว้”
“ทำไมล่ะ?” หลี่เยว่หานรู้สึกงุนงง
เมิ่งฉีฮ่วนเม้ม