จเรียบร้อย มู่ชวนก็กลับจากสำนักศึกษา ท้องฟ้าเองก็เริ่มมืดแล้ว
หลังจากจ่ายค่าจ้างให้ทุกคนแล้ว หลี่เยว่หานก็เดินเข้าไปในห้องครัวพลางนั่งลงหน้าเตา
“อาหญิง!” หลิงซีโน้มตัวเข้าไปกระซิบข้างหูของหลี่เยว่หานที่กำลังเหนื่อยล้า “พรุ่งนี้เราต้องไปเทน้ำมูลวัวหรือไม่เจ้าคะ?”
เมื่อหลี่เยว่หานได้ยินเช่นนั้น อยู่ ๆ ก็เกิดเสียง ‘วิ้ง!’ บางอย่างขึ้นในหัว ก่อนจะขมวดคิ้วขึ้นทันที “ใช่ พรุ่งนี้ต้องไปราดน้ำมูลวัว”
แม้พืชที่เพิ่งปลูกใหม่จะไม่ควรได้รับปุ๋ยก็ตาม แต่ปุ๋ยเคมีกับปุ๋ยมูลสัตว์ก็ยังมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง ปุ๋ยเคมีจะสร้างความเสียหายให้กับรากที่ได้รับบาดเจ็บระหว่างที่ย้ายไปปลูกบนหน้าดิน แต่ปุ๋ยมูลสัตว์ผลิตมาจากธรรมชาติ ดังนั้นจึงไม่เป็นอันตรายต่อรากพืชมากนัก
เมื่อปีก่อน หลี่เยว่หานไม่ได้ใส่ปุ๋ยตอนที่ปลูกพริกบนภูเขา เนื่องจากพริกภูเขาเป็นพริกป่าที่สามารถดูดซับสารอาหารได้ดี การใส่ปุ๋ยจึงอาจทำให้รากเน่าได้ แต่ต้นกล้าองุ่นของตนนั้นปลูกขึ้นจากการปักชำ สามารถดูดซับปุ๋ยได้น้อย ดังนั้นหลังจากทิ้งเอาไว้ข้ามคืนแล้วจะต้องใส่ปุ๋ยเพิ่มให้ทันเวลา มิฉะนั้นอาจเติบโตได้ไม่ดีนัก
แต่ว่า… น้ำมูลวัว
เพียงแค่นึกถึง จมูกของหลี่เยว่หานก็จดจำกลิ่นของมันได้แล้ว
“ให้ท่านอาไปเถอะเจ้าค่ะ!” หลิงซีแอบกระซิบกระซาบความคิดอันแสนร้ายกาจข้างหูของหลี่เยว่หาน ทำเอาดวงตาของหญิงสาวเป็นประกาย!
ใช่แล้ว! ให้เมิ่งฉีฮ่วนไปแทน!
หากไม่หายใจเข