จ้าอยู่ไกลมาก ต่อไปมันจะไม่ลำบากมากหรือ?” ระหว่างพัก จินเสวี่ยเอ๋อร์ให้หลิงซีจิบน้ำ พลางใช้มือทำเป็นพัด ค่อย ๆ พัดความร้อนที่ไม่มีอยู่จริงออกไปให้เด็กหญิง
“ไม่ เมื่อครู่ตอนที่ข้าเดินกลับมาใช้เวลาเพียงหนึ่งก้านธูปเท่านั้น มันเท่ากับครึ่งหนึ่งของระยะทางที่ข้ามักจะเดินไปยังทุ่งพริกไทยบนภูเขากับอาหญิง เป็นไปไม่ได้ที่จะเดินนานขนาดนี้!” หลิงซีพึมพำอย่างหดหู่
เมื่อมองไปรอบ ๆ หลิงซีก็ตระหนักว่าทิวทัศน์รอบตัวนางเปลี่ยนไป และพลันรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ “แม่เล็ก เรากำลังเดินไปผิดทางรึเปล่า?”
“ข้าไม่รู้ ข้าไม่เคยไปที่ดินอาหญิงของเจ้า ดังนั้นข้าเลยไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน” ในครั้งนี้จินเสวี่ยเอ๋อร์บอกความจริง
“ไม่ เราต้องกลับไปตามทางที่เรามา แล้วไปถามพวกลุงในหมู่บ้าน ไม่อย่างนั้นจะหลงทางได้ง่าย ๆ พอมันมืดพวกเราอาจจะถูกหมาป่าจับกิน!”
หลังจากได้ยินเช่นนี้ จินเสวี่ยเอ๋อร์ก็ส่งเสียงเยาะในใจอย่างเย็นชา แต่ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความเมตตา “ตราบใดที่ข้าอยู่ที่นี่ จะไม่มีหมาป่าตัวใดมาทั้งนั้น” ขณะที่พูด นางก็อุ้มหลิงซีเข้าไปในอ้อมแขนและตบปลอบ หญิงสาวพูดว่า “หลิงซีคงจะเหนื่อยแล้ว เจ้านอนสักพักเถอะ พอเจ้าตื่น ข้าสัญญาว่าเจ้าจะถึงที่หมายแล้ว”
ถ้าจินเสวี่ยเอ๋อร์ไม่พูดก็ไม่เป็นไร แต่หลังจากพูดแบบนี้ หลิงซีก็รู้สึกง่วงเล็กน้อยจริง ๆ
“ถ้าอย่างนั้น… ถึงแล้วก็เรียกข้า…” ขณะที่พูดนั้น หลิงซีก็ล้มตัวลงนอน
เด็กในวัยน