ห้จินเสวี่ยเอ๋อร์อย่างขยันขันแข็งและช่วยนางเติมโจ๊กข้าวโพดหนึ่งชาม เธอพูดด้วยรอยยิ้ม “พี่สะใภ้อย่าถือสาข้าเลยนะ พวกเราชาวชนบทกินอาหารหยาบและไม่ประณีตเหมือนคนเมือง”
“คำพูดเจ้าเกรงใจกันเกินไปแล้ว” จินเสวี่ยเอ๋อร์พูดเบา ๆ พร้อมรอยยิ้มบนใบหน้า นางรับโจ๊กที่หลี่เยว่หานยกมา แล้วมองดูเด็กทั้งสองด้วยความกังวล “มู่ชวน หลิงซี กินช้า ๆ ระวังสำลักนะ”
เด็กทั้งสองคนไม่สนใจนาง
ด้วยความอับอายจากปัญหา จินเสวี่ยเอ๋อร์จึงทำได้เพียงก้มหน้าลงกินโจ๊ก นางรู้ว่าหลายสิ่งที่ไม่สามารถเร่งรีบได้ การเร่งรีบเกินไปจะกระตุ้นให้เมิ่งฉีฮ่วนเกิดความสงสัย เพราะคนผู้นี้ฉลาดอย่างน่าสะพรึงกลัวและตื่นตัวอย่างยิ่ง
ไม่เช่นนั้นเขาคงจะไม่ใช้เวลาเพียงแค่คืนเดียวในการไขปริศนาที่นางแอบฝังไว้ในคำพูด
ทั้งยังอยู่ต่อหน้าหลี่เยว่หาน
“พี่สะใภ้ ถ้าไม่รังเกียจ หลังจากเจ้าย้ายออกไป เจ้าสามารถมากินอาหารที่นี่ได้เป็นครั้งคราว” หลี่เยว่หานเอ่ยกับจินเสวี่ยเอ๋อร์ด้วยรอยยิ้ม “เมื่อก่อนพี่สะใภ้มีสถานะโดดเด่น แต่ตอนนี้กลับต้องยอมมากินข้าวกับเรา ไม่รู้ว่าพี่สะใภ้จะคุ้นเคยหรือไม่?”
ขณะที่พูดนั้นเธอไม่ฟังคำพูดของจินเสวี่ยเอ๋อร์เลย แต่หันไปมองเมิ่งฉีฮ่วน “สามี บอกข้าหน่อยสิว่าเมื่อก่อนพี่สะใภ้ของข้าชอบกินอะไร ข้าจะทำมันให้นางกินเอง”
หลังจากได้ยินเช่นนี้ เมิ่งฉีฮ่วนก็ตะลึงไปครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “ข้าไม่รู้ ข้าไม่เคยกินอาหารกับพี่สะใภ้มาก่อน”
“น้องสะใภ