กจากสัตว์หมิงเฟิงที่เฝ้าเตาหลอมยาซึ่งศิษย์น้องคงจู๋โหย่วเลี้ยงไว้ ก็มีเพียงกระต่ายที่ศิษย์คนหนึ่งเลี้ยงไว้ดูเล่นไม่กี่ตัว อีกทั้งสัตว์หมิงเฟิงตัวนั้น ศิษย์น้องของข้าพกติดตัวไว้ตลอด ไม่กล้าปล่อยให้มันเฝ้าเตาหลอมยาแล้ว”
“ไม่ใช่พวกเจ้าไม่มีสัตว์ภูติ แต่สาเหตุเนื่องจากกระต่ายไม่กินหญ้าข้างรังต่างหาก” อู๋หลงสงสัยพวกเขาอยู่นานแล้ว เวลานี้เหลือบมองคงจู๋อู๋แล้วเอ่ยเสียงเย็นเยียบ
คงจู๋อู๋ส่ายศีรษะ “ไม่มีจริงๆ ศิษย์คนอื่นๆ อย่างมากก็มีสัตว์ภูติขั้นหนึ่งขั้นสอง สัตว์ภูติแบบนี้ตนเองยังไม่ต้องการ โยนทิ้งไว้บนยอดเขาซวีชิงให้วิ่งไปทั่ว ไม่รู้ว่าหายไปหรือถูกโจรจับตัวไป เนื่องจากไม่มีค่าดังนั้นจึงไม่มีใครใส่ใจเรื่องนี้ ถ้าทุกคนไม่เชื่อสามารถไปดูที่ตำหนักซวีชิงได้”
“แล้วสตรีที่ชื่อจินเฟยเหยาเล่า!” อู๋หลงจ้องมองคงจู๋อู๋ราวกับคิดจะมองทะลุคำโกหกของเขา
คงจู๋อู๋ส่ายศีรษะพลางถอนหายใจ “นางใกล้จะกินจนตำหนักซวีชิงล่มจมแล้ว ข้ากำลังคิดว่าไม่กี่วันนี้จะให้ศิษย์ออกไปขายของวิเศษสักหลายชิ้นแลกศิลาวิญญาณมาซื้อสิ่งของกรอกท้องจำพวกหลิงกู่กลับมาให้นางกิน”
ที่จริงจินเฟยเหยาไม่เคยกินหลิงกู่ของพวกเขาแม้แต่เม็ดเดียว ทุกคนหลบอยู่ในการป้องกันของตนเองและทำอาหารทั้งวัน ไป๋เจี่ยนจู๋กลายเป็นเด็กรับใช้วิ่งเต้นมารายงานร่องรอยของนางที่ตำหนักซวีชิงทั้งวัน
“หลายวันนี้นางเคยกินเนื้อลับหลังพวกเจ้าหรือไม่ พบพวกกระดูกสัตว์ หนัง ขน อะไร