ง ตอนนางเล่ายังกินข้าวลงไปสิบกว่าถังได้อย่างไร?
“นางต้องพูดจาเหลวไหลแน่ อย่างนางหรือจะถูกรังแกจนเป็นเช่นนี้ได้? ไม่เอาสิ่งมีพิษใส่ในผ้านวมของคนในตระกูลก็นับว่าดีแล้ว ยังมีบรรดาศิษย์พี่ในสำนักที่รังแกนาง ต่อให้รังแกจริง แปดส่วนคงเป็นเพราะนางทำเรื่องชั่วก่อน” จริงเสียด้วย หลังจู๋ซวีอู๋ได้ฟังก็เอ่ยอย่างดูแคลนเช่นเดียวกัน
มองจินเฟยเหยากินอยู่ครู่หนึ่ง จู๋ซวีอู๋พลันรู้สึกเบื่อหน่าย คิดจะไปคุยกับศิษย์พี่เมี่ยวอวี่ขอยืมรถเฟิ่งเฉามาเล่นสักหลายวัน ถ้าไม่ให้ยืมจะส่งจินเฟยเหยาไปกินข้าวที่บ้านนาง เมื่อวานนางเพิ่งบอกว่ายินดีต้อนรับจินเฟยเหยาทุกเมื่อ
จู๋ซวีอู๋หัวเราะหึๆ เบียดออกจากกลุ่มคนไปหาเมี่ยวอวี่เจินเหรินผู้โชคร้าย
ส่วนไป๋เจี่ยนจู๋เมื่อเห็นว่าไม่มีเรื่องของเขาแล้วจึงแอบมุดออกมาจากกลุ่มคนกลับไปปิดด่านกักตน เขาไม่คิดจะสนิทสนมกับจินเฟยเหยามากกว่านี้ ติดต่อกันน้อยๆ ได้เป็นดี ไม่มีอะไรก็ไม่อยากเป็นฝ่ายไปหานาง อย่าเห็นว่าจินเฟยเหยากำลังกินอย่างตั้งอกตั้งใจ ในใจกลับเริ่มคิดคำนวณแต่แรก
อาหารในโรงอาหารลงท้องของนางก็กลายเป็นปราณวิญญาณเล็กน้อยทันที ถึงจะเป็นอาหารที่มีพลังวิญญาณ ทว่ายังห่างไกลจากอาหารในงานเลี้ยงของเจ้าสำนักไม่ใช่แค่เพียงหนึ่งขั้น ข้าวสวยหลิงกู่[1]ในถังสูงสามฉื่อลงท้องไป พลังวิญญาณที่ได้ออกมามีน้อยนิดเท่าเส้นผมสามสี่เส้น ต่อให้บวกอาหารในอ่างล้างผักเหล่านี้ กินไปหนึ่งวัน พลังวิญญาณที่ดู