าะ?
สุดท้าย จินเฟยเหยาก็อดถามไม่ได้จึงถ่ายทอดเสียงไปถามปู้จื้อโหยว “เสี่ยวปู้ รถของคนเผ่ามารล้วนเป็นเช่นนี้หรือ?”
“โดยพื้นฐานแล้วรถของชนชั้นสูงเผ่ามารล้วนมีลักษณะเช่นนี้ หลักๆ คือเพื่อให้คนธรรมดาและทาสกราบไหว้ เจ้ารู้สึกว่าลายฉลุมากเกินไปใช่หรือไม่” ราวกับปู้จื้อโหยวรู้ว่าในใจนางคิดอะไร ไม่ต้องถามก็รู้แล้ว
จินเฟยเหยาปิดตำราเพื่อจะพักสมองสักหน่อยจึงถ่ายทอดเสียงไปว่า “ข้าอยากถามว่าที่นี่มีฤดูหนาวหรือไม่ ถ้าหิมะตก อากาศหนาวก็ต้องนั่งรถม้าแบบนี้ให้คนธรรมดาและทาสกราบไหว้ คงทรมานตนเองมากเกินไป”
ปู้จื้อโหยวยิ้ม ถ่ายทอดเสียงมาบอกว่า “ที่โลกเผ่ามาร ชนชั้นสูงต้องถูกคนธรรมดากราบไหว้ นี่คือประเพณีที่สืบทอดมานับหมื่นๆ ปี และอำนาจก็อยู่ในมือของชนชั้นสูงมาตลอด คนเผ่ามารที่นี่ล้วนเคารพและเชื่อฟังคำสั่งของชนชั้นสูงโดยสมบูรณ์ และเป็นสาเหตุว่าทำไมเผ่ามนุษย์จึงไม่ยอมอ่อนข้อให้กับเผ่ามารมาตลอด”
ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ปู้จื้อโหยวจึงเล่าถึงหนทางการอยู่ร่วมกันของสองโลกอันซับซ้อน “สำหรับเวทมนตร์และวัตถุสิ่งของ ทั้งสองฝ่ายต่างก็มีข้อดีและข้อเสีย ดินแดนเผ่ามนุษย์มีทิวทัศน์งดงามมากกว่า ส่วนสภาพแวดล้อมทางโลกเผ่ามารย่ำแย่กว่า เผ่ามารคิดจะแย่งชิงดินแดนของเผ่ามนุษย์มาให้ตนเองอาศัย เผ่ามนุษย์ก็คิดจะควบคุมโลกเผ่ามาร สัตว์ปิศาจและหญ้าวิญญาณของที่นี่มีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ตลอด ทั้งสองฝ่ายต่างคิดจะควบคุมอีกฝ่ายจึงไม่ถูก