ัยลีลาการแสดงออกและการแต่งกายของปู้จื้อโหยวตลอดทางจึงไม่มีผู้ใดสงสัยพวกเขา โดยเฉพาะเมื่อใกล้เมืองปาต๋าคนที่คุกเข่ายิ่งมีมากขึ้น เงยหน้ามองไปเห็นข้างทางเต็มไปด้วยคนเผ่ามารซึ่งมีเส้นผมห้าหกสีคุกเข่าอยู่
จินเฟยเหยานั่งอยู่ในรถสัตว์หกเขาอย่างไม่สบายใจราวกับนั่งบนพรมเข็ม คิดเพียงอีกเดี๋ยวก็ถึงเมืองปาต๋าแล้ว สมดังใจนาง มู่ถ่าที่ทำหน้าที่เป็นองครักษ์มาตลอดทางพลันมารายงาน “ใต้เท้า เบื้องหน้าคือเมืองปาต๋า”
จินเฟยเหยาฟังไม่เข้าใจ ทว่ามีปู้จื้อโหยวถ่ายทอดเสียงให้นาง นางรีบมองไปด้านหน้า กำแพงดินซึ่งสร้างขึ้นจากดินล้วนๆ ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า บ้านสี่เหลี่ยมที่สร้างขึ้นจากดิน ผ้าหลากสีปลิวไสวทุกหนแห่ง ราวกับหวนคืนสู่เมืองปาทง
คนทั้งสี่เข้าเมืองปาต๋าไปอย่างครึกโครม คนในเมืองก็คุกเข่ากราบไหว้มาตลอดทาง ขนาดทหารรักษาการณ์ยังตกใจ คิดไม่ถึงว่าในเมืองเล็กๆ อันห่างไกลจะมีชนชั้นสูงปรากฏตัว ทำให้ทหารรักษาการณ์ตื่นเต้นยินดีและแฝงไว้ด้วยความหวาดกลัว เกรงว่าหากดูแลไม่ทั่วถึงจะล่วงเกินใต้เท้าเหล่านี้เข้า
เขาแล่นมาต้อนรับด้วยตนเอง ขวางรถของปู้จื้อโหยวไว้ระหว่างทาง จากนั้นค้อมกายคารวะอย่างเคารพนบนอบแล้วเอ่ย “คารวะใต้เท้า ผู้น้อยคือ อูตี๋ ทหารรักษาการณ์เมืองปาต๋า ที่นี่ห่างไกลและทุรกันดาร ใต้เท้าโปรดอย่าถือสา”
“ทหารรักษาเมืองหรือ? ข้าเหนื่อยแล้ว อยากพักผ่อนก่อน” ปู้จื้อโหยวเอนพิงหมอนอิงเอียงๆ มองทหารรักษาการณ์ที่นำ