ผ่ามาร” ปู้จื้อโหยวไม่ได้ลุกขึ้น ยังแทะเนื้อในมือดังเดิม
ไม่ใช่คนเผ่ามาร เหตุใดจึงมีเขางอก และยังมีเส้นผมสีแดงเพลิง จินเฟยเหยามองผู้มาอย่างไม่เข้าใจ
คนผู้นี้ก็วิ่งมาข้างกองไฟนั่งลงข้างพั่งจื่ออย่างไม่เกรงใจ มองพั่งจื่อแวบหนึ่งจึงเอ่ยว่า “เสบียงที่เตรียมมาตัวใหญ่จริงๆ ตากแดดเป็นเนื้อแห้งกินได้หลายวัน”
ครั้งนี้พั่งจื่อไม่มีปฏิกิริยา เสบียงที่เตรียมไว้คืออะไร ทว่าจินเฟยเหยากลับเหงื่อแตก คนผู้นี้คิดอะไร
หลังเขานั่งลง ก็ไม่ได้แนะนำตัว ล้วงมีดสั้นเล่มหนึ่งออกมาตัดเนื้อ ดูเหมือนเขารู้สึกว่าเขาสองข้างบนศีรษะเกะกะ เขาจึงใช้มือบิดเขาบนศีรษะแล้วนำลงมา หลังเก็บเขาสองข้างเขารู้สึกว่าวางไว้ข้างกองไฟอาจจะถูกเผาเป็นฟืน จึงเหลียวซ้ายแลขวา สวมไว้บนพั่งจื่อ
ไม่รู้ว่าของสิ่งนี้ใช้กลไกอะไร เขาสองข้างจึงตั้งอยู่บนหัวของพั่งจื่ออย่างมั่นคง
จากนั้นเขาก็กินเนื้อคำโตๆ แล้วเอ่ยกับจินเฟยเหยาที่ยังตะลึงงัน “คนทำอาชีพอย่างพวกเรา ต้องเรียนรู้เรื่องการปลอมตัว เมื่อครู่เจ้าต้องนึกว่าข้าเป็นคนเผ่ามารแน่ๆ? การปลอมตัวอย่างสมบูรณ์แบบเช่นนี้จึงสามารถไปมาในโลกเผ่ามารได้อย่างอิสระ คนสีเทาคนอื่นๆ ต่างปลอมตัวไม่ได้ดีเท่าข้า เขาคู่นี้เป็นเขาคนเผ่ามารของแท้ราคายุติธรรม ดูสิผมสีแดงของข้าก็ใช้น้ำของผลเหยียนชางย้อม โดนน้ำสีไม่ตก็ใชข้ ย้อมครั้งหนึ่งอยู่ได้สามเดือน เจ้าอย่านึกว่าเพียงแค่ใช้น้ำผลเหยียนชางย้อมก็พอ ยังต้องใช้สูตรเฉพ