“จู๋อู๋ เกิดอะไรขึ้นกับขนาดของบัลลังก์ตัวนี้ ข้านั่งแล้วรู้สึกไม่สบายอย่างยิ่ง สูงเกินไปหน่อยหรือไม่?”
คงจู๋อู๋หันมาประสานมือคารวะแล้วเอ่ย “อาจารย์ บัลลังก์ตัวนี้ตำหนักหลักส่งมาให้ บอกว่าในอดีตอาจารย์ชอบปีนเก้าอี้ตัวนี้เล่นที่สุด อีกทั้งดูเหมือนไม่แตกต่างกับบัลลังก์ตัวอื่นๆ ดังนั้นหลังจากศิษย์รับไว้จึงไม่เคยทดลองนั่ง”
“ต่อให้เจ้าเคยทดลองนั่งจะมีประโยชน์อะไร ไม่ดูเสียบ้างว่าเจ้าสูงกว่าข้ามากเพียงใด อีกทั้งข้าเป็นถึงผู้บำเพ็ญเซียนที่โดดเด่นแห่งยุค เกิดมาก็เฉลียวฉลาดสุดเปรียบปาน ผ่านตาไม่ลืมเลือน ผู้ใดจะทำเรื่องปีนป่ายโต๊ะและเก้าอี้ ต้องเป็นพวกตาเฒ่าของตำหนักหลักพูดจาเหลวไหล จงใจคิดจะทำให้ข้าอับอายแน่ พรุ่งนี้เจ้าส่งมันกลับไปให้ข้า” จู๋ซวีอู๋นั่งขัดสมาธิอยู่บนบัลลังก์ ตบบัลลังก์ใต้ร่างพลางเอ่ยอย่างไม่พอใจ
จากนั้นเขาก็จู้จี้อีกว่าเบาะแข็งเกินไป หลังพิงไม่สบาย ภายในตำหนักใหญ่มีเพียงเสียงบ่นที่เหมือนเด็กหนุ่มของเขา
จู๋ซวีอู๋อายุแปดร้อยกว่าปีแล้ว กลับยังมีลักษณะของหนุ่มน้อยอายุสิบสองสิบสาม นั่งอยู่บนบัลลังก์ไม่มีมาดของซือจู่เลยสักนิด เดี๋ยวอย่างนั้นเดี๋ยวอย่างนี้ อย่าเห็นว่าเขามีท่าทางเด็กน้อยแสร้งเป็นผู้ใหญ่ ทว่าพวกไป๋เจี่ยนจู๋ คงจู๋อู๋ และคงอู๋โหย่วทั้งสามต่างก้มหน้าอย่างเดียว ปล่อยให้เขาอาละวาดไป คนเหล่านี้รู้กระจ่างที่สุด เขาไม่ได้หลอกง่ายเหมือนรูปลักษณ์ภายนอกเลยสักนิด
ฟังเขาบ่นอยู่นา