น คงจู๋อู๋จึงเอ่ยเสียงเบา “อาจารย์ บัลลังก์ตัวนี้ยกมาให้หลายสิบปีแล้ว ส่งคืนไปกะทันหันไม่ค่อยดีกระมัง”
“มีอะไรไม่ดี!” ยามนี้จู๋ซวีอู๋เปลี่ยนรูปแบบ ศีรษะพิงบนเท้าแขนเก้าอี้ด้านขวา เท้าพาดบนเท้าแขนเก้าอี้ด้านซ้าย ได้ยินคำพูดของคงจู๋อู๋จึงเอ่ยอย่างไม่พอใจ “วางไว้หลายสิบปีแล้วอย่างไร วันนี้ข้าเพิ่งนั่งเป็นวันแรก ใครจะรู้ว่านั่งไม่สบายขนาดนี้ อีกสักครู่เจ้ายกมันกลับไปคืน จากนั้นเอาตั่งนุ่มๆ มา ถ้าสิ่งของที่แข็งขนาดนี้ทำกระดูกอ่อนๆ ของข้าหักจะทำอย่างไร”
“ขอรับ” คงจู๋อู๋เอ่ยเตือนแต่พอเหมาะจึงหยุดลง เขารู้จักนิสัยของอาจารย์ผู้นี้ดี หากทำให้อาจารย์มีโทสะคาดว่าต้องออกไปก่อเรื่องอีกแน่
บ่นว่าที่นั่งไม่สบายเสร็จสิ้น ในที่สุดจู๋ซวีอู๋ก็เบนสายตามามองไป๋เจี่ยนจู๋ที่คุกเข่าอยู่ตรงนั้นตลอด เขาพลิกตัวลุกขึ้นนั่ง หยิบองุ่นพวงหนึ่งด้านข้างขึ้น ยกองุ่นขึ้นกัดด้านบนพลางเอ่ยถามเสียงอู้อี้ “ไป๋เจี่ยนจู๋ ได้ยินว่าเจ้ามีความสัมพันธ์กับผู้บำเพ็ญมารสตรี ทั้งยังหารือว่าจะหนีตามกันไป? ทำไม เพื่อสตรีก็ไม่ต้องการพวกเราแล้ว กล้ามากนะ”
คุกเข่าอยู่นานในที่สุดซือจู่ก็ถามเสียที ไป๋เจี่ยนจู๋โล่งอก ไม่ต้องถูกซือจู่อาละวาดจนลืมสนิทเหมือนศิษย์พี่ใหญ่ครั้งที่แล้ว คุกเข่าอยู่สามวันไม่กล้าขยับตัวสักนิด
เพิ่งหันหน้าเข้าหาผนังสำนึกผิดหนึ่งเดือน คิดไม่ถึงว่าข่าวลือจะกลายเป็นแบบนี้ไปแล้ว เขารีบอธิบาย “ซือจู่โปรดวินิจฉัย ทั้งหมดเ