องจดลงในข้อมูลของเจ้า?”
ปู้จื้อโหยวเก็บตำรา เอ่ยอย่างเห็นว่าสมควรเป็นเช่นนั้น “แน่นอน ไม่ว่าบุคคลตัวเล็กๆ เพียงใด ข้าก็จะจดเรื่องราวลงไป ภายหลังถ้าคนผู้นี้กระทำการใหญ่ ข้าก็สามารถขายข้อมูลเหล่านี้ให้ซื่อเต้าจิงแลกกับศิลาวิญญาณ อีกทั้งยึดกุมข้อมูลของคนผู้หนึ่งได้อย่างแม่นยำ เมื่อเจอคนที่ตนเองสู้ไม่ได้ยังสามารถหลบหนีล่วงหน้าหรือควบคุมการกระทำของตนเอง”
“ข้าไม่มีประโยชน์ต่อเจ้าเลยสักนิด ซื่อเต้าจิงไม่ซื้อข้อมูลของเจ้าหรอก” จินเฟยเหยานั่งลง หยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดน้ำบนใบหน้า
ปู้จื้อโหยวพลันยิ้มแปลกๆ เอ่ยยั่วเย้า “ถ้าในตัวเจ้ามีโลหิตตานมารจริงๆ ทั้งยังปล่อยจอมมารหลงไป เจ้าว่าข่าวของข้าจะขายได้กี่ศิลาวิญญาณ?”
“เจ้าพูดอะไรน่ะ ข้าไม่เข้าใจ” ในใจจินเฟยเหยาตกตะลึง สงบจิตใจลง แสร้งถามอย่างไม่เข้าใจ
ปู้จื้อโหยวกอดอกยิ้มมองนาง จุปากเอ่ยว่า “ดูอย่างไร เจ้าก็มีลักษณะเหมือนในข้อมูล ถึงลักษณะในภาพเหมือนที่เจ้าโง่พวกนั้นส่งออกมาจะแตกต่างจากเจ้า ทว่าสิ่งเหล่านี้เชื่อถือไม่ได้ ข้าเชื่อว่าเจ้าคือคนที่ปล่อยจอมมารหลงไป แต่มูลค่าข้อมูลของเจ้าในตอนนี้ยังไม่สูงพอ เพียงระดับสามเท่านั้น ไม่คุ้มที่จะขาย”
“เจ้าบอกว่าข้าปล่อยจอมมารหลงไป ทั้งยังมีโลหิตตานมาร มีค่าอย่างยิ่งมิใช่หรือ? เหตุใดตอนนี้จึงบอกว่าไม่คุ้มที่จะขาย?” ยามนี้ในใจจินเฟยเหยาไม่รู้ว่าเป็นรสชาติใด ถึงขายให้ซื่อเต้าจิงจะนำความยุ่งยากมาสู่นาง ทว่าจาก