้เจ้าหรอกนะ”
“ทำหน้าทะเล้นล้อข้าเล่นให้น้อยๆ หน่อย ข้าขอถามเจ้า ในตัวเจ้ามีไฟนรกใช่หรือไม่?” บุรุษเผ่ามารพลันมีสีหน้าอึมครึม เอ่ยถามอย่างเย็นชา
จินเฟยเหยาตอบอย่างประหลาดใจ “มิน่าเล่าพอมาถึงที่นี่ ไฟนรกก็ไม่เชื่อฟังคำสั่ง เจ้าเป็นคนทำใช่หรือไม่? เจ้าคิดจะทำอะไร ถ้าเป็นเรื่องดีงามจริงๆ ข้าคนนี้ไม่เคยถามความเป็นมาของอีกฝ่าย ได้ผลประโยชน์ดีก็ทำ”
“เจ้ามีโชคไม่เลว คิดไม่ถึงว่าจะได้ไฟนรก เข้ามาใกล้หน่อย ให้ข้าดูคุณสมบัติไฟนรกของเจ้าว่าเป็นอย่างไร จำเป็นต้องดูก่อนแล้วค่อยพูดเรื่องถัดไป” บุรุษเผ่ามารมองพินิจนางอย่างดูแคลน ให้นางเดินเข้ามาใกล้หน่อย
จินเฟยเหยากอดอกห่อไหล่หลบวูบพลางเอ่ย “ไม่เอา ผู้ใดจะรู้ว่าหลังจากข้าเดินเข้าไปใกล้ เจ้าจะทำอะไรข้าหรือไม่ มีเรื่องอะไรก็พูดมาก่อน ข้าจะฟังก่อนว่ามีผลประโยชน์อะไรและต้องทำเรื่องอะไร ค่อยครุ่นคิดว่าจะช่วยเหลือเจ้าหรือไม่”
นางรู้สึกว่าบุรุษเผ่ามารผู้นี้แผ่บรรยากาศอันตรายออกมาตลอดเวลา ทว่ายังถูกแขวนอยู่ในสระโลหิต น่าจะคุกคามนางไม่ได้ ดังนั้นจึงไม่ยอมเชื่อคำพูดของเขา
“เหตุใดมดแมลงเดี๋ยวนี้จึงไม่ค่อยเชื่อฟังนะ…” บุรุษเผ่ามารเอ่ยวาจาเย็นชาประโยคหนึ่ง ดวงตาจ้องเขม็ง
จินเฟยเหยาพลันรู้สึกแน่นลำคอราวกับถูกบางอย่างบีบไว้ จากนั้นร่างก็ถูกยกขึ้น นางถูกบีบจนต้องอ้าปากกว้าง หายใจไม่ออก สองมือลูบคลำรอบลำคอวุ่นวาย คิดจะค้นหาสิ่งที่โจมตีตนเองให้พบ
ทว่านางกลับหาไม่พบ