เฟยเหยาพึมพำประโยคหนึ่ง “ดื่มชาอะไรตั้งแต่เช้าตรู่ ต้องนัดไปกินข้าวที่ร้านอาหารจึงถูกต้อง”
วันที่สอง นางจัดแจงตามสบายแล้วมายังร้านน้ำชาที่นัดไว้ ขึ้นชั้นสอง ก็เห็นหวาซีนั่งอยู่ข้างหน้าต่างในห้องส่วนตัวกำลังมองไปไกลๆ สีหน้าท่าทางอ้างว้างและมีเรื่องในใจ กระทั่งจินเฟยเหยาเดินเข้ามาในห้องยังไม่รู้สึกตัว
จินเฟยเหยาก้าวมาข้างหน้า นั่งลงตรงข้ามเขา “กำลังคิดอะไรอยู่ คิดจะทำร้ายคนอย่างไรอีกใช่หรือไม่?”
“พูดเหลวไหลอะไร ข้าไม่ใช่คนชั่วร้ายสักหน่อย” หวาซีเก็บสายตากลับมา ขมวดคิ้วนิดๆ เอ่ยอย่างไม่พอใจ
“ถ้าเจ้าเป็นคนดี เช่นนั้นบนโลกนี้คงไม่มีคนชั่วแล้ว” จินเฟยเหยารินน้ำชาให้ตนเอง ดื่มเสร็จแล้วจึงเอ่ยถามอย่างเอ้อระเหย “เรียกข้ามามีเรื่องอะไร กำจัดสัตว์ภูติเหล่านั้นทิ้งแล้วใช่หรือไม่?”
“ตุ้บ” หวาซีโยนถุงผ้าลงบนโต๊ะ จากนั้นเอ่ยถามอย่างห่วงใย “แมวบินได้ของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?”
“ก็ดี ยังไม่มีความเคลื่อนไหวอะไรชั่วคราว” จินเฟยเหยาตอบพลางหยิบถุงผ้าบนโต๊ะ กลับพบว่าไม่ใช่กระเป๋าเก็บของ
พอเปิดออกดู ด้านในมีศิลาวิญญาณหลายสิบก้อน นางเงยหน้าขึ้นถามอย่างไม่เข้าใจ “เจ้าขายกระเป๋าสัตว์ภูติไปอย่างไร คงไม่ได้เอาไว้ใช้เองหรอกนะ”
หวาซีเลื่อนสายตาไปมองนอกหน้าต่าง เอ่ยเบาๆ ว่า “พวกนี้ก็คือเงินที่ใช้สัตว์ภูติเหล่านั้นแลกมา ข้าไม่ได้หยิบไปสักก้อน”
“โกหก ข้าไม่เชื่อว่าสัตว์ปิศาจในตัวนางทั้งหมดจะเป็นขยะ ศิลาวิญญาณไม่กี่สิ