าดจนกลายเป็นผ้าขี้ริ้วเหล่านั้น เขาก็ถอดลงมาใส่ไว้ในกระเป๋าเก็บของเหมือนของล้ำค่า มีหลายครั้ง ขนาดเห็นเขานั่งยองๆ อยู่ข้างศพคิดจะเอากระดูกของผู้อื่นกลับไปขายให้กับผู้บำเพ็ญเซียนที่ฝึกวิชามารไปทำอาวุธเวท
หากมิใช่จินเฟยเหยาสุดจะทน เห็นศพก็จุดไฟเผาทิ้ง เกรงว่าเขาคงจะเก็บเข้ากระเป๋าจริงๆ เห็นทั่วร่างทั้งด้านบนและด้านล่างแขวนกระเป๋าเก็บของสิบกว่าใบราวกับผู้ประสบภัยหนีภัยพิบัติ และสิ่งที่บรรจุในกระเป๋าทั้งหมดล้วนเป็นขยะที่ไม่มีราคาเลยสักนิด จินเฟยเหยาก็อดคิดจะอัดเขาไม่ได้
นางสำนึกเสียใจก็สายเกินไป หากรู้ว่าเขาเป็นคนเช่นนี้ตั้งแต่แรก ตอนนั้นน่าจะร่วมมือกับเจ้าบ้ากามติงจี้ ถูกเจ้าบ้ากามเอาเปรียบ ก็ดีกว่าเดินกับเขา มิน่าเล่าตอนแรก ทุกคนเห็นนางตัดสินใจเลือกระหว่างติงจี้และมู่เสี่ยวสือ ตอนเห็นนางเลือกมู่เสี่ยวสือก็เผยให้เห็นสีหน้าทั้งอยากจะหัวเราะและเสียใจ
“โฮก…”
บนภูเขามีเสียงคำรามของสัตว์ดังมา ท่าทางคนอื่นๆ จะค้นหาเป้าหมายพบแล้ว จินเฟยเหยาอดเอ่ยเตือนไม่ได้ “เร็วหน่อย พวกหัวหน้าเริ่มล่าสังหารแล้ว รอพวกเราไปถึงหากการล่าเสร็จสิ้นแล้วจะไม่ได้ส่วนแบ่งแม้แต่ศิลาวิญญาณสักก้อนนะ ถึงตอนนั้นเจ้าก็อาศัยหนอนสีขาวตัวใหญ่ในมือไปแลกศิลาวิญญาณเถอะ” เอ่ยจบนางก็หันกายวิ่งไปทางเสียงคำราม ทิ้งให้มู่เสี่ยวสือยัดหนอนใส่กระเป๋าเก็บของอย่างลนลาน ปากร้องตะโกนอย่างร้อนใจ “รอข้าด้วย ข้าจะไปเดี๋ยวนี้”
ทั้งสองคนมาถึงส