ไม่ยอมแนะนำข้าบ้าง” ด้านข้างมีบุรุษเบียดแทรกเข้ามา ดวงตาดอกท้อที่มีอารมณ์หลากหลาย มองพินิจจินเฟยเหยาขึ้นลงอย่างมีราคะ ในมือถือพัดดอกท้อกระดูกหยกขาว บางครั้งบางครายังแสดงท่าทางสง่างาม
“สหายเซียนจิน ข้าชื่อติงจี้ ต่อไปพวกเราเป็นกลุ่มเดียวกันแล้ว ต้องอยู่ร่วมกันดีๆ เมืองลั่วเซียนมีร้านสุราแห่งหนึ่ง บรรยากาศดียิ่ง อีกสักครู่พวกเราไปดื่มกันสักจอกดีกว่า?” ติงจี้ประสานมือคารวะจินเฟยเหยา คลี่พัดดอกท้อออกดังฟุ่บ แสร้งพัดอย่างสง่างาม กลิ่นหอมขุมหนึ่งพุ่งเข้ามาปะทะหน้า
จินเฟยเหยารังเกียจท่าทางโจรสวาทของเขา และถูกกลิ่นหอมทำให้สำลัก อดถอยหลังมาก้าวหนึ่งไม่ได้
ส่วนติงจี้ยังคงไม่ถอดใจ ก้าวเข้ามาใกล้อย่างมั่นใจในตนเอง กระพือพัดในมือคิดจะสนทนาด้วย
“ฮัดชิ้ว!” จินเฟยเหยาพลันจามเสียงดัง ติงจี้หลบไม่ทัน ถูกน้ำลายพ่นใส่เต็มหน้า “สหายเซียนติง ขออภัยด้วย ตั้งแต่เล็กข้าก็ดมกลิ่นหอมไม่ได้ พอดมก็จะจาม ขอโทษด้วยจริงๆ”
เห็นสีหน้าของติงจี้ตกตะลึงอยู่ตรงนั้น จินเฟยเหยาจึงรีบล้วงผ้าชิ้นหนึ่งออกมาจากในอก ขออภัยไปพลางเช็ดใบหน้าเขาอย่างกระตือรือร้นไปพลาง เช็ดบนใบหน้าขาวเนียนของติงจี้อยู่หลายครั้ง ก็ปรากฏรอยดำหลายรอย ทั้งยังมันเยิ้ม พอจินเฟยเหยามองผ้าที่ถืออยู่ในมือ ก็เอ่ยอย่างขัดเขิน “สหายเซียนติง ขออภัยด้วยจริงๆ ข้าพลั้งมือหยิบผ้าขี้ริ้ว ถ้าอย่างไร ท่านไปล้างหน้าดีหรือไม่?”
เห็นท่าทางของเขา คนโดยรอบต่างหัวเราะกั