?” ฮูหยินสยงไม่ยินยอมอย่างยิ่ง น้ำเสียงเริ่มแข็งขึ้น นางคิดว่าสำนักสาขาของสำนักอวิ๋นซานก็อยู่ที่นี่ ถ้าสู้กันขึ้นมา ทางฝั่งของตนเองคงไม่เสียเปรียบ
“อาจารย์อา ท่านอย่าทำเช่นนี้สิ ถังจู่จะกล่าวโทษได้นะ”
“ถอยไป คิดไม่ถึงสำนักอวิ๋นซานของข้าจะยอมให้คนมาดูถูกได้เช่นนี้ พวกเจ้าอยู่เมืองลั่วเซียนอย่างไร” ฮูหยินสยงประกาศชื่อสำนักอวิ๋นซานออกมา คิดไม่ถึงว่าสามคนฝั่งตรงข้ามกลับมีสีหน้าดูแคลนนาง โทสะที่นางได้รับในวันนี้ยังมากกว่าโทสะเกือบร้อยปีมานี้รวมกันเสียอีก เดือดดาลจนนางใช้มือผลักศิษย์ที่ขวางอยู่เบื้องหน้านางอย่างขวัญผวาออกไป
กระบี่โลหิตในมือลอยขึ้น ตัวกระบี่ล้อมรอบด้วยดอกไม้สีแดงโลหิต กระบี่บินสีโลหิตลากเงาสีแดงบินไปทางผู้ดูแลเมืองลั่วเซียน
ชายชราถือกระจกดอกไม้ห้ากลีบในมือขึ้นอย่างเฉยชา แสงสีทองที่บานกระจกกระพริบวาบราวกับมีกระแสไฟฟ้าปริมาณมหาศาลเกิดขึ้นไม่หยุด
บุรุษเสื้อดำยิ่งหัวเราะอย่างเย็นชา “ให้เจ้าลองลิ้มรสความร้ายกาจของกระจกอัสนีทองแห่งเมืองลั่วเซียน แค่สำนักเล็กๆ ไร้ชื่อ ก็กล้าดูแคลนและไม่เห็นหัวผู้ใดในเมืองลั่วเซียน”
ไม่รอให้กระบี่โลหิตบินออกมาไกล เสือลายสีขาวตัวหนึ่งพลันพุ่งออกมาจากในกลุ่มคนที่มุงดู ใช้มือฟาดตบกระบี่โลหิตให้ลอยออกไป กระบี่โลหิตหมุนคว้างหลายรอบ ก็บินกลับมาอยู่ในมือของฮูหยินสยง
เสือลายสีขาวก็ตัวหดเล็กลงกลายเป็นที่ทับกระดาษเสือขาวอันหนึ่ง ร่วงลงในมือของผู้บำเพ็ญเซีย