พระซื่อฉันสัมผัสได้ถึงบรรยากาศโดยรวมของสำนักเวิ่นเต๋ารู้สึกประทับใจอย่างล ้าลึก เขารับรู้ได้ว่าบรรยากาศทั้งสำนักเปี่ยมไปด้วยพลังคึกคักและมีชีวิตชีวา แตกต่างจากวัดเสวียนคงโดยสิ้นเชิงเขารู้สึกว่าวัดของพวกเขายังขาดบรรยากาศที่มีชีวิตชีวาเช่นนี้“ไม่น่าแปลกใจเลยที่คำบอกเล่าบอกว่าสำนักเวิ่นเต๋าเป็นสำนักเซียนอันดับหนึ่ง ไม่ได้เป็นเพียงคำเล่าลอยๆ จริงๆ”คำบอกเล่านั้นก็คือหนังสือเรื่อง 《ตำนานแห่งสำนักเวิ่นเต๋า》เขายืนอยู่ที่เวทีประลองครู่หนึ่ง เห็นศิษย์สำนักเวิ่นเต๋าผลัดกันต่อสู้อย่างสนุกสนาน การประลองน่าตื่นเต้น ทำให้ผู้ชมปรบมือเชียร์อย่างถึงพริกถึงขิงศิษย์สำนักเวิ่นเต๋าต่างรู้จักกัน เมื่อเห็นคนนอกอย่างเขายืนอยู่ในกลุ่มคน ทุกคนก็เดาได้ว่าเขาเป็นใคร“ผู้มาใหม่คือศิษย์น้องซื่อฉันจากวัดเสวียนคงหรือไม่ อยากจะขึ้นเวทีประลองวิชาสักหน่อยไหม”พระซื่อฉันยิ้มพลางโบกมือปฏิเสธ พูดตรงๆ ว่าเขามาสำนักเวิ่นเต๋าเพื่อแสวงหาธรรมะ ไม่ได้มาเพื่ออวดเบ่งวิชา การทำเช่นนี้ขัดกับเจตนารมณ์ของเขา
ล้อเล่นน่ะสิ พวกเจ้าเริ่มต้นที่ขั้นทารกแรกกำเนิดทั้งนั้น ข้าขึ้นไปมีหวังโดนอัดหนัก นั่นไม่ใช่การประลอง เป็นการขอซ้อมต่างหาก“อาจารย์ข้ามักบอกว่าท่านเต๋าปู้อวี่มีทั้งพุทธภาวะและมารภาวะหากไม่ควบคุมไว้ จะเป็นภัยต่อโลก บำเพ็ญเร็วเกินไปของท่านเต๋าปู้อวี่ มีเพียงอาจารย์เท่านั้นที่คุมไว้ได้ ไม่รู้ว่าศิษย์ของท่านเต๋าปู้อวี่มีนิสัยเป็นอย่า