นิด และขั้นแปรเซียน ตอนนี้เขำก็ขั้นแก่นทองค ำแล้ว มีพลังเทียบเท่ำขั้นฝึกควำมว่ำงเปล่ำแล้วหรือไร?”“ยังต้องให้เขำสู้กับขั้นฝึกควำมว่ำงเปล่ำอีกหรือ เจ้ำลองไปหำคนขั้นฝึกควำมว่ำงเปล่ำที่อ่อนแอมำสักคน ข้ำก็สู้ได้”“ก็จริงนะ”“ใครเป็นผู้สร้ำงภำพมำยำพยับแดด?”“ตำบอดหรือไร มีแต่หญิงคนเดียวยังต้องถำมอีก?”“มีพรสวรรค์จริงๆ ข้ำท ำไมคิดไม่ถึงวิธีท ำเงินดีๆ แบบนี้นะ”“เจ้ำจะคิดอะไรออกล่ะ กินเนื้อย่ำงของส ำนักเวิ่นเต๋ำ แล้วคิดจะออกไปเปิดร้ำนข้ำงนอก แต่พบว่ำตอนนี้กำรแข่งขันในร้ำนเนื้อย่ำงรุนแรงเกินไปหรือ?”“คนที่ตัวก ำย ำเป็นพิเศษคนนั้นคือคนเผ่ำม่ำนยุคโบรำณใช่ไหม? ข้ำนึกว่ำเผ่ำม่ำนยุคโบรำณสูญพันธุ์ไปแล้วเสียอีก”“ได้ยินว่ำเป็นสำยเลือดดั้งเดิมไม่พบเจอมำนับหมื่นปี กลับย้อนสืบถึงต้นตระกูล”
ศิษย์ส ำนักธำตุทั้งห้ำไม่ค่อยได้มีโอกำสพบเจอกับศิษย์ส ำนักเวิ่นเต๋ำบ่อยนัก จึงมีควำมสนใจอย่ำงยิ่งต่อลู่หยำงและคณะหลังจำกชิวจิ้นอันจำกไป เมิ่งจิ่งโจวเห็นไป๋หมิงก็รู้สึกสงสัย “เจ้ำไม่ได้ไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้หรือ?”ไป๋หมิงบูดปำก “ไม่มีที่ให้ไปแล้วน่ะสิ ซื่อฉันของส ำนักเวิ่นเต๋ำพวกเจ้ำไปอยู่ที่วัดเสวียนคง เหยียนเทียนจื้อไปอยู่ที่ส ำนักเจี้ยนอวี่ส ำนักวังเซียนเยว่กุยไม่อนุญำตให้ศิษย์ชำยเข้ำ มีสองศิษย์น้องของข้ำไป ส่วนส ำนักเจี้ยนอวี่ข้ำไปบ่อย ไม่จ ำเป็นต้องไปอีก ก็เลยได้แต่อยู่ที่ส ำนักนี่แหละ”ไป๋หมิงเดินไปพลำงแนะน ำสภำพของส ำนั