สวัสดิ์เจ้าค่ะ”
“ต๋าจี่น้อย อรุณสวัสดิ์”
หลี่เนี่ยนฝานตอบกลับคำหนึ่ง แล้วพูดต่อ “จากไปนานขนาดนี้ ไม่รู้ว่าเมืองลั่วเซียนเป็นยังไงบ้าง วันนี้เราไปกินมื้อเช้าที่เมืองดีหรือไม่ ข้ารู้จักร้านซาลาเปาที่รสชาติไม่ เลวอยู่ร้านนึง”
ต๋าจี่เดินเข้าไปจัดระเบียบคอเสื้อที่ยับเล็กน้อยให้หลี่เนี่ยนฝาน และเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ข้าแล้วแต่คุณชาย”
“ข้าก็เดาว่าเจ้าต้องพูดแบบนี้” หลี่เนี่ยนฝานส่ายหัวยิ้มแหย ก่อนจะเอ่ยต่อ “เช่นนั้นก็เอาแบบนี้ ถือโอกาสไปเดินเล่นสักหน่อยก็พอ”
เวลานี้เองเขาเหลือบมองไปเห็นรูปปั้นบนโต๊ะ ถึงกับต้องส่งเสียง “หือ” ออกมาเบาๆ
“ต๋าจี่น้อย เมื่อเช้าเจ้าได้ขยับรูปปั้นนี้หรือเปล่า?”
“เปล่า” ต๋าจี่ส่ายหัว
หลี่เนี่ยนฝานขมวดคิ้วเล็กน้อย เอ่ยพึมพำ “ไม่ใช่สิ ข้าจำได้ว่ามันควรจะหันหน้าไปทางประตูนี่นา ทำไมตอนนี้หันมาทางประตูห้องข้าล่ะ?”
หรือว่าตนจะจำผิด?
หลี่เนี่ยนฝานอดหยิบมันขึ้นมาดูไม่ได้
แม้แต่สีก็ยังดูเข้มกว่าเมื่อวาน
“แปลกจัง” หลี่เนี่ยนฝานอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ “สิ่งของในโลกบำเพ็ญเซียนนั้นแตกต่าง น่าอัศจรรย์จริงๆ ไม่แน่อาจจะเป็นสมบัติก็ได้”
เวลานี้รูปปั้นกลับมีลำแสงสีดำเปล่งออกมา ควันดำกลุ่มหนึ