้ฟัง!”
กู้จื่อเหยาส่ายหน้า “ไม่ต้องพูดมาก ข้าว่าเจ้าสมองเลอะเลือนแล้ว”
ฉินม่านอวิ๋นที่อยู่ข้างๆ กลับเอ่ยขึ้น “พี่จื่อเหยา หรือไม่เราลองฟังจื่ออวี่ดูสักหน่อย”
กู้จื่อเหยาทอดถอนใจ “ก็ได้ ข้าจะรอดู ว่าเจ้าจะพูดเช่นไร”
กู้จื่ออวี่พยายามใส่จิตวิญญาณ ถึงเวลาที่ตนจะได้แสดงแล้ว คอยดูเถอะ ข้าจะพูดให้พวกนางอึ้งไปเลย
เขาผงกศีรษะครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง พยายามสุดกำลังที่จะปรับน้ำเสียงของตนให้ใกล้เคียงกับหลี่เนี่ยนฝาน รวมถึงยืมคำพูดที่หลี่เนี่ยนฝานใช้ในเวลานั้น ถ่ายทอดออกมาอย่างฉะฉาน
เริ่มแรกกู้จื่อเหยายังไม่เชื่อ เตรียมใจฟังคำพูดชวนปวดหัวของน้องชายตนไว้แล้ว ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป ท่าทางของนางก็ค่อยๆ กลับนิ่งขรึม ดวงตางามจ้องมองกู้จื่ออวี่ด้วยความแปลกใจ ไม่คิดว่าน้องชายตนจะสามารถเอ่ยวาจาให้คนตื่นตะลึงได้จริงๆ!
หรือว่าคราวนี้จะได้พบผู้วิเศษมาจริงๆ?
ฉินม่านอวิ๋นแววตาวูบไหว จู่ๆ นางก็บังเกิดความรู้สึกคุ้นเคยอย่างแรงกล้า จิตใจสั่นระรัว
ไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัว กู้จื่ออวี่ก็เล่าจบแล้ว เขาจัดแจงเสื้อผ้าอาภรณ์ตนรอบหนึ่งก่อนจะเอ่ยด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “เป็นยังไงล่ะ? ทึ่