ไม่ทันไร ดวงอาทิตย์ก็ลาลับในทิศประจิม
แต่ว่า ผู้คนทั้งภัตตาคารล้วนดูเหมือนจะรู้สึกว่าไม่ใช่เวลาขยับขยาย ทุกคนยังคงใจจดใจจ่อ ตั้งใจสดับฟัง
น้ำเสียงของเมิ่งจวินเหลียงยังคงไม่ช้าไม่เร่งร้อน ไม่เปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย “พระพุทธองค์พลิกฝ่ามือฟาดใส่ราชาวานรจนกระเด็นไปนอกประตูประจิม เปลี่ยนนิ้วมือเป็นทิวเขาทั้งห้า ทอง ไม้ น้ำ ไฟ และดิน เรียกว่า ‘เขาห้าธาตุ’ กดทับเขาไว้เบาๆ ทั้งเทพอัสนี อานนท์ และมหากัสปะล้วนประสานฝ่ามือทีละคน เอ่ย ‘ดีแล้ว! ดีแล้ว!’
ครานั้นไข่ศิลากลายเป็นวานร มีปณิธานร่ำเรียนวิชาจนสำเร็จผล ก้าวข้ามอุปสรรคขวากหนาม เจตจำนงไม่ผันแปร ป่วนสวรรค์หวังครองตำแหน่งสูง บุกรุกสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ขโมยกินผลท้อสวรรค์และโอสถเซียนจนโกลาหล ความผิดย่อมมีผลของความผิด ไม่รู้ว่าเมื่อใดจึงจะได้กลับเนื้อกลับตัว คาดเดาว่าต่อไปเป็นอย่างไร และมาสดับรับฟังในครั้งต่อไป”
จบ…แค่นี้หรือ?
ทันทีที่เมิ่งจวินเหลียงตบโต๊ะ ฝูงชนก็ได้สติราวกับตื่นจากฝัน
แม้จะอยากรู้เรื่องราวต่อจากนี้ ทว่าก็ไม่มีใครเร่งเร้าเลยสักคน หากแต่ลุกขึ้นยืนพร้อมกัน คำนับเมิ่งจวินเหลียงตามมารยาทของบัณฑิต
ฉินม่านอวิ๋นก็ยืนขึ้น ตามมารยาทของศิษยานุศิษย์
นางมองบัณฑิตท่านนั้นเดินออกจากภัตตาคารไปด้วยเท้าเปล่า สายตาแลดูสับสน
ลั่วซืออวี่ก็ถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก พูดด้วยความคาดหวังว่า “ถ้าหากได้ไปดูโลกเซียนสักหน่อยก็คงดี”
ฉินม่านอวิ๋นส่ายหน้าพลางยิ้มขื