พูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมโดยไม่ละอายใจเลยแม้แต่น้อย
“แต่น้องเขยเองก็ช่วยข้าไว้มากเช่นกัน เขาเป็นคนที่เก่งกาจจริงๆ เจ้าไม่คิดจะพิจารณาเรื่องนี้หน่อยหรือ”
น้องเขยหรือ น้องเขยบ้าบออะไรกัน หนานกงหวั่นตกตะลึง “เจ้าพูดถึงใครกัน”
“สหายปู้อย่างไรเล่า เขาไม่เพียงหน้าตาดี แต่ยังทำอาหารเป็นด้วย เจ้าไม่เห็นหรือว่าเขาเก่งกาจเพียงใด” หนานกงอู๋เชวียพูดกระตุ้นความสนใจนาง
เมื่อหนานกงหวั่นได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าของนางก็แดงก่ำทันที ตอนนี้นางเชื่อแล้วว่าตนเองช่างไร้เดียงสาจริงๆ นางหลงคิดไปว่านิสัยเพี้ยนๆ ของหนานกงอู๋เชวียเปลี่ยนไปแล้วได้อย่างไรกัน
“หากเจ้าพูดเรื่องนี้อีกเพียงคำเดียว ก็อย่าโทษข้าที่เอาเข็มมาเย็บปากเจ้าเลย” หนานกงหวั่นข่มขู่
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หนานกงอู๋เชวี่ยก็ตัวแข็งเกร็งทันที
หนานกงหวั่นพ่นลมหายใจอย่างเย็นชา ก่อนจะหันหลังกลับแล้วเดินจากไป
หลังจากที่นางเดินไปได้หลายก้าว ตอนนั้นเองนางก็นึกถึงอะไรบางอย่างขึ้นได้ ก่อนจะหันกลับมามอง พลางเอ่ยถาม “นี่ ร้านขายโอสถทิพย์ของข้ายังอยู่ที่เดิมใช่หรือไม่ ข้าอยากขายโอสถทิพย์ต่อ”
หนานกงอู๋เชวียยกมุมปากขึ้น สายตาจับจ้องหนานกงหวั่นที่บิดเอวเดินจากไป “ช่างเป็น