กงอู๋เชวีย หน้าด้านให้น้อยๆ หน่อยได้ไหม” หนานกงหวั่นเอ่ย
“ไม่เห็นต้องถาม พระกระโดดกำแพงนั้นจะแบ่งปันกันไม่ได้” ปู้ฟางชักมือกลับอย่างขยะแขยงพลางสะบัดมือไปมา เพราะเขาเพิ่งเอามือปิดปากชายผู้นี้ไป
หนานกงอู๋เชวียเหมือนจะรู้ตัวเช่นกัน ใบหน้าเริ่มมืดครึ้ม เขารีบเช็ดปากแล้วถุยน้ำลายก่อนลุกขึ้นยืน
“ข้าจะพูดอีกครั้ง ข้าเป็นพี่ชายของนาง เมื่อรู้อย่างนี้เจ้ายังอยากได้นางอีกไหม ไม่รู้หรือว่าต้องเอาใจพี่เขยน่ะ” หนานกงอู๋เชวียมองปู้ฟางพลางกล่าวอย่างจริงจัง
ปู้ฟางอึ้งไป หมอนี่พูดบ้าอะไร
ปู้ฟางขยับมุมปาก พลางมองชายผมสีแดงเหมือนมองตัวตลก
หนานกงหวั่นโกรธจัด เหตุใดนางจึงมีพี่ชายที่พิลึกพิลั่นปานนี้
“หนานกงอู๋เชวีย หยุดพูดจาเหลวไหลเดี๋ยวนี้”
หนานกงอู๋เชวียลูบศีรษะหนานกงหวั่นเบาๆ หญิงสาวหยุดแทะปีกทันที หน้าตาขุ่นเคืองขั้นสุด “ข้าเข้าใจๆ… เพื่อผู้ชายคนนี้ เจ้ายอมทิ้งภาพลักษณ์ของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องอธิบายหรอก ข้าเข้าใจหมดทุกอย่าง”
เข้าใจบ้าเข้าใจบออะไร
หนานกงหวั่นอยากเอาปีกในมือตบอีกฝ่ายให้ตายคาที่เสียเดี๋ยวนี้
“พระกระโดดกำแพงโถละหนึ่งหมื่นผลึก หากเจ้าอยา